ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250942

รู้จักถ่อมตน – ควรทำ ดูถูกตนเอง – ไม่ควรทำ
คำว่า “ศักดิ์ศรี” บางครั้ง บางโอกาส เราก็ไม่ควรให้มันต้องเสื่อมเสียไปจากตัวตน โดยไม่มีความจำเป็น เพราะศักดิ์ศรีถือเป็นจิตและวิญญาณของความเป็นชีวิต คนสู้ชีวิต นับแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว จึงรักศักดิ์ศรียิ่งกว่าชีวิต แต่มาถึงยุคนี้ยุคที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำว่า “ศักดิ์ศรี” รู้แต่คำว่า “ผลประโยชน์” หลายสิ่งหลายอย่างที่ “เป็นหนึ่งแห่งชีวิต”จึงหายไปจากจิตวิญญาณของความเป็นคน
เมื่อวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้คิดว่าน่าจะถือเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “ศักดิ์ศรี” ได้ไหม เราลองมาคิดกันดู
ในบันทึกความร่วมมือด้านการศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญของความร่วมมือว่าเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการไทยและฮ่องกง ในเรื่องที่ครอบคลุม ดังต่อไปนี้ คือการให้ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักวิชาการ ครู ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างเสริมขอบข่ายความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ทั้งในภาคส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอุดมศึกษา การอาชีวศึกษา และการศึกษาในด้านวิชาชีพ โดยบันทึกความเข้าใจมีผลบังคับใช้ 5 ปีนับจากวันที่ลงนาม และมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องออกไปโดยอัตโนมัติในระยะเวลาที่เท่ากัน เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งวัตถุประสงค์ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจให้อีกฝ่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ผ่านช่องทางที่เป็นทางการ
ถ้ามองถึง เนื้อหาสาระของความร่วมมือดังกล่าว คนที่มีความเชื่อในตัวเอง จะบอกได้ทันทีว่า “ไม่เป็นเรื่องจำเป็นที่สำคัญ” เพราะไม่ใช่สิ่งที่เหนือบ่าฝ่าแรงที่คนไทยจะทำเองได้
อธิบายได้ดังนี้ การให้ทุนการศึกษา คนไทยยากจน จนถึงกับต้องไปขอทุนจากต่างประเทศเพื่อมาให้กับเด็กไทยหรือ? หรือคนไทย ร่ำรวยมากมายมหาศาลจนถึงกับต้องไปช่วยคนอื่นที่ร่ำรวยกว่าเราหรือ?,
การแลกเปลี่ยนนักวิชาการ ครู ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ที่จะทำให้การศึกษาของเยาวชนไทยทัดเทียมนานาประเทศ ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้เราไม่มีหรือ? คำตอบ เรามีมากมายมหาศาล และหลายคนเก่งกว่าชาวต่างประเทศด้วย แต่ภาครัฐไม่เคยค้นหา และส่งเสริมให้เขานำเอาสิ่งที่เขามีอยู่มาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ เท่าที่เป็นมา การส่งเสริมคนให้ก้าวเข้าสู่ การเป็นผู้นำในทางความก้าวหน้า จะคัดเลือกมาจากทายาท ลูกหลาน และคนที่ใกล้ชิดกัน โดยไม่คำนึงว่า “คนเหล่านั้นจะมีมันสมองมากน้อยแค่ไหน” การบริหารงานในด้านการศึกษาของไทย จึงไม่เคยก้าวไปข้างหน้า เพราะเอา “คนโง่มาจัดระเบียบให้สังคม”
สรุปคือ ทุกอย่างที่เราต้องการขอความร่วมมือจากต่างประเทศ เรามีทรัพยากรบุคคลอยู่แล้วทั้งสิ้น แต่เราทำเหมือนกับว่าเราไม่มีผลที่คนต่างชาติจะมองเราคือ “ประเทศไทยยังขาดคนที่มีคุณภาพ” นั่นคือ การทำให้คนอื่นดูถูกคนไทยทั้งประเทศ
ถ้าเราเก่งแล้วเรา ถ่อมตน ไม่โอ้อวด ขี้คุย ให้คนอื่นเขาหมั่นไส้คนโบราณท่านบอกว่า จัดอยู่ในประเภทคนดี ใครๆ ก็จะมาดูถูก ดูแคลนเราไม่ได้ แต่ถ้าทุกอย่างเราหวังที่จะเอาอะไรจากเขา แล้วก็บอกว่าเราด้อย ถือว่าเป็นการดูหมิ่นตัวเอง คนโบราณท่านบอกว่า เป็นคนไร้ศักดิ์ศรี
ประเทศไทยมีศักดิ์ศรี หากไม่เหนือบ่าฝ่าแรง เราสู้ด้วยตัวเองจะไม่ดีกว่าหรือครับ อย่าเห็นแก่สิ่งที่ๆ ได้มาง่ายๆ แต่ต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีเลย…อายน่ะ รู้จักคำว่า อายไหม?!
โดย ชนิตร ภู่กาญจน์