ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/250943

โลกสดใส กายสุขสันต์ : ดำนา ขี่รถกระแทะ เรียนรู้วิถีพอเพียงที่บ้านครูธานี
“การแสวงหาองค์ความรู้”เป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตของคนยุค 4.0 เนื่องจากสภาวะของสังคมเต็มไปด้วยการแข่งขัน คนที่มีองค์ความรู้จึงสามารถสร้างงาน สร้างค่าของชีวิตให้เกิดแก่ตนเองมากกว่าคนที่ขาดในเรื่องของ องค์ความรู้
การได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ มิใช่จะมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตไปข้างหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมิให้สูญหายไปตามกาลเวลาด้วย
คุณธานี หอมชื่น เป็นบุคคลต้นแบบที่ นำเอาองค์ความรู้ดั้งเดิมมาเผยแพร่ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการอนุรักษ์ และการสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตไปพร้อมๆ กัน ด้วยการใช้พื้นที่กว่า 15 ไร่ เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องของการทำนา ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ในเรื่องการทำนาและเกษตรแบบผสมผสานภายใต้ชื่อ “บ้านครูธานี” เพื่อให้เด็กยุคใหม่มีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนสมัยก่อน
และเมื่อเร็วๆ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดกิจกรรม SOOK Travel Trip 3 ตอน “ตะลุยทุ่งนา พาดำนาเกี่ยวข้าว เข้าใจเกษตรวิถี ขี่รถกระแทะและเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ณ บ้านครูธานี จังหวัดปทุมธานี” ซึ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนคนรุ่นใหม่มากมายนับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้จูงมือลูกหลานออกมาจากสังคมเมือง สูดบรรยากาศธรรมชาติที่บริสุทธิ์ปราศจากควันพิษ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิต อย่างเช่นการปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักดั้งเดิมของคนไทยสมัยก่อน พร้อมการขี่ควายและดำนาท่ามกลางลมเย็นๆ ที่พัดผ่านเข้ามาในช่วงเทศกาลปีใหม่
“บ้านครูธานี” ใช้ “ข้าว” เป็นจุดสำคัญในการเรียนรู้ ภายใต้หลักการ“3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้พสกนิกรชาวไทยได้นำไปปรับใช้กับทุกบริบทในการดำรงชีพ เพื่อมุ่งเน้นให้รู้จักการพึ่งพากันและกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการลดต้นทุนและเพิ่มผลลัพธ์ เช่น การใช้ควายเป็นแรงงานไถนา การแบ่งข้าวที่ได้รับจากผลผลิตไปใช้ต่อยอดเพื่อสิ่งอื่นๆเช่น บางส่วนของข่าวมาใช้เพื่อการเลี้ยงไก่เป็นต้น

กิจกรรมใน SOOK Travel Trip 3ที่เกิดขึ้น ณ บ้านครูธานี เด็กๆ จะได้ลงมือปฏิบัติจริง จากกุศโลบายการสอนที่เริ่มตั้งแต่การปลูกข้าว นวดข้าว ฝัดข้าว เกี่ยวข้าว ไปจนถึงการนำไปประกอบอาหาร โดยมีครูธานีให้ความรู้กับเด็กๆ ว่าชาวนาเชื่อกันว่าข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์มีพระแม่โพสพมาดูแล ทำให้การปลูกข้าวได้ผลผลิตมากมาย เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าว 1 เมล็ด ที่เราปลูก ให้ผลผลิตถึง 250 เมล็ดส่วนการดำนาเป็นการใช้นิ้วมือทั้ง 5 นิ้วปลูกข้าวคือ นิ้วโป้งนิ้วชี้จับไปที่คอต้นข้าว นิ้วก้อยประคองต้นกล้าให้ตั้งตรง ส่วนนิ้วนางและนิ้วกลางให้ชี้ออกเพื่อที่เวลาปักจะได้ไม่ติดโคลน เมื่อเด็กๆปลูกข้าวกันเสร็จแล้วพวกเขาไม่รีรอที่จะใช้ที่แห่งนี้เล่นโคลนและเรียนรู้กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะและความประทับใจให้กับตัวเด็กและผู้ปกครองที่มาร่วมกิจกรรม ท่ามกลางความสุขใจของผู้พบเห็น
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่าง คุณวรินทร์หวังพิทักษ์ คุณตาของ ด.ญ.ณปภา ผึ่งผายอายุ 6 ขวบ เล่าว่า ตนเคยพาน้องไปเรียนรู้วิถีชีวิตที่ต่างจังหวัดแต่ก็ยังไม่เคยได้พาหลานลงดำนา ได้ขี่ควายไถนาแบบจริงๆ จึงสมัครเข้ามาทางแฟนเพจของ สสส.เพราะอยากให้น้องได้เรียนรู้วิถีชีวิตแบบจริงๆ เห็นได้ว่ากิจกรรมครั้งนี้น้องดูสนุกมากเพราะได้ทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อนอย่างเช่น การดำนาที่ได้เล่นโคลน ได้เก็บไข่ไก่ ได้เป็นคนขี่รถกระแทะเอง
คุณปิยะนุช เพียรเจริญทรัพย์ คุณแม่ของ ด.ช.ชิตะอา คุ้มครองวงศ์ อายุ 5 ขวบ เล่าว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับ SOOK นอกสถานที่ซึ่งปกติน้องจะได้เรียนรู้ในกรุงเทพฯกิจกรรมในครั้งนี้ได้เปลี่ยนบรรยากาศที่เคยชินจากในสังคมเมืองที่ต้องนั่งรถยนต์ติดไฟแดง เปลี่ยนมาเป็นนั่งรถกระแทะรับลมเย็นดูวิวธรรมชาติทั้ง 2 ข้างทางพอถึงช่วงท้ายของกิจกรรมยังได้ทำมีดดาบจากต้นกล้วยให้น้องเล่น เมื่อน้องได้เล่นก็มีความสุขตัวคุณแม่เองก็มีความสุข ความรู้ที่ได้จากกิจกรรมนี้จะกลับไปทำต่อ เพราะดูน่าสนใจและทำง่ายอย่างการปลูกผักสวนครัว โดยจะเริ่มจากการปลูกผักบุ้ง
ผู้ที่สนใจกิจกรรม SOOK Activity ของ สสส. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-3431500 กด 2, 081-7318270 (วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-17.00 น. เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์), Line ID : thaihealth_center, @SOOK, https://www.facebook.com/sookcenter
โดย ปานมณี