ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/275630

ย้ำแปลงใหญ่ยกระดับคุณภาพผลผลิต ช่วยดันราคาสินค้าภายใต้การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับเกษตรกรให้มีรายได้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร ซึ่งต้องลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผลการดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จในภาพรวมจากการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ชัดเจนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี ภายใต้การดำเนินการใน 4 หัวข้อหลักใหญ่ได้แก่ 1.การจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map เพื่อบ่งชี้ความเหมาะสมของพื้นที่ในการทำเกษตร ซึ่งในปัจจุบัน สามารถใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เนต และ แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ได้ ซึ่งในพื้นที่ จ.จันทบุรี มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ 6 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย มันสำปะหลัง และ ยางพารา รวมพื้นที่ 1.77 ล้านไร่ พบว่าปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 12.68 ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปทำการเกษตรที่เหมาะสมโดยความสมัครใจของเกษตรกรต่อไป
2.จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ และ ได้ขยายผลเป็น ศพก. เครือข่าย 9,941 ศูนย์ย่อย โดย จ.จันทบุรี มี 10 อำเภอ มี ศพก. 10 ศูนย์ และศพก.เครือข่าย 100 ศูนย์ย่อย ซึ่ง ศพก. นี้
จะเป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ 3. การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มีลักษณะเพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันบริหารจัดการ และทำการตลาด ทำให้สามารถใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่มาราคาสูงร่วมกันได้ แบ่งแยกหน้าที่ทำให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน สินค้าในกลุ่มยกระดับเป็นสินค้า GAP มีคุณภาพ ความปลอดภัย ตรงความต้องการของตลาด ใน 2 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรแปลงใหญ่ทั้งประเทศ 2,138 แปลง รวมพื้นที่ 3.10 ล้านไร่ เกษตรกร 224,698 ราย จำนวน 67 ชนิดสินค้า และ 4. การพัฒนาแหล่งน้ำ และ ระบบกระจายน้ำ เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนในการทำการเกษตร
ทั้งนี้ จากการประเมินผลการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังพบอีกว่า การทำเกษตรแปลงใหญ่ โดยการนำของเอกชน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,241-1,565 บาท/ไร่ ส่วนการทำแปลงใหญ่ โดยการนำของภาครัฐ มีรายได้เพิ่มขึ้น 992 – 1,168 บาท/ไร่ โดยรวมแล้วทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวม 4,864.94 ล้านบาท/ปี
“อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่างการทำเกษตรแปลงใหญ่มังคุด อ.เขาคิชฌกูฏ ของ จ.จันทบุรี ซึ่งเดิมชาวสวนต่างผลิต ต่างขาย หลังจากการรวม เป็น “แปลงใหญ่ มังคุด” ได้ศึกษาการขายแบบประมูล และเริ่มดำเนินการกว่า 40 ครั้ง จนทำให้ฤดูกาลนี้เกิดผลกำไรหมุนเวียนกว่า 5 ล้านบาท เนื่องจากมีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น มีอำนาจในการต่อรองราคาสามารถประสานงานกับผู้ประกอบการได้เอง ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ และเรียนรู้กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน สำหรับการประมูลมังคุดดังกล่าว ทำให้มังคุดจำหน่ายได้ราคาดีกว่าตลาดปกติ เกษตรกรได้เรียนรู้การผลิตและการคัดคุณภาพก่อนส่งมาประมูล กลุ่มแปลงใหญ่มีกติกาที่จะต้องปฏิบัติร่วมกันให้ปลูกมังคุดได้มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปี 2561 วางเป้าที่จะใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เข้าไป ช่วยในการผลิตมังคุดคุณภาพให้เป็นที่พอใจของตลาดและสามารถประมูลได้ราคาดีขึ้นเพื่อให้การผลิตผลไม้คุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้ระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นเป็นนโยบายหลักเพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายสมชาย กล่าว