ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/275200
x
ส่องเกษตร : ขบวนการชั่ว….ทุบราคายาง
ช่วงต้นปีใหม่ที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงเรื่องที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB ธนาคารทหารไทยวิเคราะห์แนวโน้มสินค้าเกษตรปี 2560 ยกให้สินค้าหลายตัวเป็น “ดาวรุ่ง” ปีนี้ หนึ่งในนั้นมี “ยางพารา”ที่ได้รับการจับตาว่าจะ “คัมแบ๊ก” กลับมาเป็นดาวรุ่งอีกครั้ง หลังจากที่เป็นดาวร่วงมาหลายปี โดยมีหลายปัจจัยบวกสนับสนุน เช่น มาตรการรัฐบาลที่พยายามปรับโครงสร้างการผลิต ลดพื้นที่ปลูกยางลงและสนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกที่เริ่มเป็นขาขึ้น ก็ช่วยดึงราคายางด้วย
ตั้งแต่ปลายปี 2559 จนถึงต้นปี 2560 ราคายางพาราจึงดีอยู่หลายเดือนต่อเนื่อง โดยมกราคมไต่ราคาจาก 50-60 บาทเมื่อปลายปีก่อนขึ้นมาเป็น 70 กว่า แล้วก็ 80 ถึง 90 เคยสูงสุดถึงเกือบร้อยบาท นั่นคือ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาประมูลณ ตลาดกลางหาดใหญ่ขึ้นไปที่กก.ละ 97.89 บาทเมื่อวันที่ 31 มกราคม จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังดีอยู่ที่ระดับ 90 กว่าบาท แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือ 80 กว่า พอมีนาคมถึงพฤษภาคม แม้ราคาลดลง แต่ยังทรงอยู่ในระดับ 70 กว่าบาทที่ชาวสวนยางยังรับได้
กระทั่งปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ราคาพลันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว“ผิดปกติ” ล่าสุด ณ วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ตลาดกลางหาดใหญ่เหลือแค่กก.ละ 56.65 บาทเท่านั้น!
ราคาที่ดิ่งลงต่ำมาก“ผิดปกติ”นี้ สร้างความเดือดร้อนจนทำให้ชาวสวนยางออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาลอีกเช่นเคย ขณะที่“ความผิดปกติ”นี้ ก็เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายทั้งชาวสวนยางเอง ตลอดจนภาครัฐโดยองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างก็สังเกตเห็นได้
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า ปริมาณการใช้ยางในตลาดโลกกับปริมาณยางที่ออกมาสู่ตลาด ยังถือว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยปริมาณยางที่ออกมาสู่ตลาดเวลานี้ ถือว่าน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จึงไม่น่าทำให้ราคาตกลงรวดเร็วอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งตรวจสอบพบว่า ที่ราคายางลดลงเร็วผิดปกติ เกิดจากมี“ขบวนการปล่อยข่าวทุบราคา” และกำลังตรวจสอบเชิงลึกว่า เกิดจากฝ่ายใดขณะที่ปัญหาจากการสร้างข้อมูลเท็จที่ทำให้ยางตกต่ำ โดยเฉพาะราคาตลาดล่วงหน้า ทำให้เกิดความตระหนก จนผู้ประกอบการรายเล็กก็ไม่กล้าซื้อยางฯ ยิ่งทำให้ราคาลงไปอีก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีกระแสข่าวในเชิงทุบราคายาง โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า บริษัทอุตสาหกรรมยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลก“แบน” ไม่รับซื้อยางไทย อ้างปัญหาด้านคุณภาพซึ่งเป็นข่าวลือที่กลับมาตอกย้ำอีกครั้ง หลังจากเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 มาแล้วครั้งหนึ่ง
เพราะข่าวลือที่ทุบราคายางเช่นนี้ ทำให้กยท.โดยประธานบอร์ด-พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข และผู้ว่าฯนายธีธัชต้องเรียก“5 เสือ”ผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของไทยคือ บมจ.ไทยฮั้วรับเบอร์,บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี,บจ.เซาท์แลนด์รับเบอร์,บจ.วงศ์บัณฑิต และบจ.ไทยรับเบอร์ ลาแท็คซ์กรุ๊ปมาหารือ จะด้วยหวังความร่วมมือแก้ปัญหาจริงๆ หรือเพราะเพ่งเล็งว่ากลุ่มเหล่านี้อยู่เบื้องหลัง ก็สุดแต่จะคาดเดากัน นอกจากนั้น กยท.ยังประสานไปที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ขอเรียกประชุมด่วนประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่ร่วมมือกันอยู่ในปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาราคายางที่ผันผวน ให้กลับมามีเสถียรภาพ
ขณะเดียวกันพล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ผ่านมา กับ 4 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางแบบเดิมๆ มีทั้งมาตรการเร่งรัดขยายเงินทุนหมุนเวียนให้เกษตรกรกู้ยืมใช้วงเงินทั้งหมด 10,000 ล้านบาท,การอนุมัติเงินชดเชยรายได้ให้ชาวสวนยางอีก 2 หมื่นรายไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย เป็นต้น
เรื่อง 4 มาตรการช่วยเหลือ แม้แค่บรรเทาความเดือดร้อนได้นิดหน่อย ถึงกระนั่นก็ต้องว่ากันไป แต่เรื่องสำคัญคือ เมื่อรู้ปัญหาว่า ที่ราคายางร่วงหนัก“ผิดปกติ” เกิดจากขบวนการทุบราคาที่ชั่วร้าย และไม่ใช่ทำกันครั้งแรก แต่มีการทำกันมาบ่อยครั้งตรงนี้จะจัดการแก้ไขอย่างไร?
ตอบกันแบบกำปั้นทุบดิน…ก็ต้องบอกว่า กยท.และรัฐบาลต้องเร่งหาตัวพวกที่ปล่อยข่าวทุบราคา แล้วจัดการอย่างเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง ก็ต้องบอกตามตรงว่าไม่เคยมีรัฐบาลหรือหน่วยงานไหนที่จะมี“น้ำยา”พอที่จะทำได้จริง ด้วยไม่มีปัญญาหาหลักฐานมาเอาผิดใครได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโดยเฉพาะในยุคคสช.ที่มีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือ ถ้าจริงจังที่จะจัดการปัญหานี้ให้ได้ แม้จะต้องใช้วิชามาร “กดดัน” ทางอ้อม เพื่อเป็นการตอบโต้กับขวนการทุบราคาที่หวังแต่ผลประโยชน์ทางการค้าของตนเป็นสำคัญ ผมเชื่อว่า มีวิธีที่จะทำได้
เพียงแต่ ขอให้ คสช.เอาจริงเถิด ผมและพี่น้องชาวสวนยางพร้อมสนับสนุนเต็มที่
สาโรช บุญแสง