เปิดใจ‘อาร์ทตี้ ทศวรรษ’สู่เส้นทางการเป็นนักร้องสุดมั่น!!พิสูจน์บทบาทเพศที่3ต้องมีที่ยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/279152

เปิดใจ‘อาร์ทตี้ ทศวรรษ’สู่เส้นทางการเป็นนักร้องสุดมั่น!!พิสูจน์บทบาทเพศที่3ต้องมีที่ยืน

เปิดใจ‘อาร์ทตี้ ทศวรรษ’สู่เส้นทางการเป็นนักร้องสุดมั่น!!พิสูจน์บทบาทเพศที่3ต้องมีที่ยืน

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 15.00 น.

เพราะเคยถูกดูแคลน แถมยังโดนเขี่ยทิ้งให้ตกรอบทั้งทีความสามารถนั้นเต็มเปี่ยม!! จนทำให้รู้สึกเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ เพื่อสร้างสีสัน ในการเข้าแข่งขันตามรายการประกวดร้องเพลงต่างๆ มาหลายสิบเวทีสำหรับ ‘อาร์ทตี้ ทศวรรษ’แม้ความมุมานะในการวิ่งตามฝันนั้น จะทำให้เธอเสียทั้งเวลาและโอกาสทำมาหากิน เธอก็ไม่เคยหวั่น แม้จะมีบางครั้งที่เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนเกือบจะหยุดวิ่งตามฝัน แต่ก็ยังมีแฟนเพลงอีกหลายคนที่เฝ้าติดตาม ทั้งยกเธอให้เป็นไอดอลในโลกโซเซียล เพราะชื่นชอบน้ำเสียงบุคลิก และลีลาท่าทางในเสียงร้องเพลงที่อินเนอร์จัดหนักจัดเต็ม และหนึ่งในนั้นก็คือ สรร ชาตะรูปานนท์ ผู้บริหารค่ายเพลงน้องใหม่ MORNING  RAY ที่เห็นคุณลักษณะโดดเด่นนี้ จึงมอบโอกาสให้ ‘อาร์ทตี้’ถ่ายทอดเพลง‘จุดไฟฝัน’เป็นตัวแทนความรู้สึกให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้เพื่อตามความฝันของตัวเอง โดยล่าสุด อาร์ทตี้ พร้อมด้วยผู้บริหารค่ายเดินทางเข้าเยี่ยม’ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้าออนไลน์’โปรโมทซิงเกิ้ลเพลงแรกในชีวิตเล่าถึงเส้นทางการเป็นนักร้อง ทั้งยังฝากขอกำลังใจ ให้แฟนเพลงช่วยเชียร์ช่วยโหวต ในรายการ‘จันทร์พันดาว’ในรอบ 12 คน เพื่อเป็น 1 ใน 3 คนสุดท้าย โดยเจ้าตัวเล่าว่า

ตอนนี้อาร์ทตี้ อายุ29 แล้วคะพื้นเพเป็นคนกรุงเทพ แต่ไปเติบโดอยู่โคราช ตั้งแต่จำความได้ก็รู้สึกว่าชื่นชอบการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก อาจเป็นเพราะด้วยความเคยชินและซึมซับการร้องเพลงซึ่งได้ถูกถ่ายทอดมาจากคุณยาย ก็เป็นได้ซึ่งในอดีตคุณยายเป็นนักร้อง’วงดอกไม้ป่า’ ดังนั้นตั้งแต่ตอนเด็กๆมันเลยทำให้เรารักในการร้องเพลง ไม่ว่าจะมีเวทีประกวดร้องเพลงที่ไหนก็จะขึ้นไปร้องหมด แต่ทุกครั้งที่เราได้ขึ้นเวทีไม่ค่อยได้คิดว่าจะไปแข่งกับใคร เพราะแค่คิดว่าเราได้ขึ้นไปโชว์คนดูชื่นชอบตบมือเราก็ดีใจแล้ว

หากให้ย้อนกลับไปตอนอายุ15-16 เราแอบดื้อไม่เรียนต่อที่บ้านก็โอเคไม่ว่าอะไร เพราะท่านเลี้ยงเรามาแบบตามใจ แถมยังทะนุถนอมสุดๆ เหมือนลูกผู้หญิง แม้คุณพ่อจะเป็นทหาร ท่านก็เข้าใจในสิ่งที่เราเป็นไม่เคยตี หรือด่าว่าเลย แต่บางครั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไม่มีอิสระและต่อต้านอยู่ข้างใน จนทำให้เราพยายามที่จะโบยบินออกมาจากตรงนั้น พอไม่เรียนก็มาเริ่มหางานทำ แอบที่บ้านมาสมัครงานร้องเพลงคาเฟ่ แต่ก็ร้องได้อยู่ไม่เท่าไร เพราะโดนจับได้ว่าแอ๊บแมน สมัยก่อนเค้ายังไม่ค่อยยอมรับเหมือนสมัยนี้ แถมช่วงนั้นก็มีปัญหากับที่บ้าน ถึงขึ้นมีปากเสียงเราเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านตอนอายุ 18 ปีมาอยู่กับคุณย่าแถวบางบัวทองโดยไม่บอกใครสุดท้ายที่บ้านรู้ เราก็เลยหนีอีกครั้งตัดสินใจมาอยู่กับเพื่อนที่รู้จักกันในโปรแกรมแชท ซึ่งเพื่อนก็ดูแลเราทุกอย่าง พอตกดึกก็ออกเที่ยวช่วงนั้นใช้ชีวิตล่องลอยไร้สาระเที่ยวแต่ผับแบบนี้อยู่เกือบจะ1ปีกว่า

จนเรารู้สึกอิ่มเลยบอกเพื่อนว่าเราอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้วนะ ก็ไปสมัครเป็นนางโชว์จนเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง เลยเอามาลงทุนเปิดร้านทำเล็บแถวๆคอนโด ตั้งแต่นั้นก็เริ่มทำให้เรามีเงิน เพ้นท์เล็บไปก็ร้องเพลงไป จนทำให้มีผู้ชายคนนึงมาทักว่าเราร้องเพลงดี เค้าเลยชวนเราไปออดิชั่น ปรากฏว่าครั้งแรกที่ไปก็ได้เป็นนักร้องร้านเข้ารับทำงานเลยคะ ร้องได้สักพักก้ได้มาเจอกับพี่ท๊อปฟี่ วง 3.50 เค้าก็ชวนเราไปออก’รายการตีสิบ’หลังจากนั้นก็ทำให้เราเป็นที่รู้จัก เวลาไปร้องเพลงที่ร้านเราก็จะตั้งกล้องไลฟ์สดไปด้วย

สำหรับการเข้ามาร่วมงานกับค่าย MORNING  RAY  ทางด้านพี่หมูเค้ามาเจอเราโดยบังเอิญ ในร้านทำผม ซึ่งก่อนหน้านี้พี่เค้าก็เคยเห็นเรามาบ้างตามรายการที่เราเคยได้ไปออก วันนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันจนถูกคอ จนพี่หมูเค้าสนใจในคาแรกเตอร์แอบย่องไปดูเราร้องเพลง โดยที่เราไม่รู้ตัว จนในที่สุดพี่เค้าก็ให้เพื่อนโทรติดต่อมาเรามาว่าสนใจอยากจะร่วมงานด้วยกันไหม ตอนนี้มีเพลงเตรียมไว้รอแล้วเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจเป็นตัวแทนของคนมีฝัน ซึ่งเพลงนี้ก็เหมาะแล้วตรงกับชีวิตเรามาก เราก็ไม่รอช้าตอบตกลงทันที ในการทำงานเราก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เพราะอยากจะให้ออกมาดีที่สุด ก็ตื่นเต้นมากคะและดีใจที่สุดสำหรับการเป็นนักร้องที่ครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะมีเพลงเป็นของตัวเองซึ่งวันนี้เราก็ทำได้แล้ว

แม้จะเป็นที่รู้จักเพราะสังคมที่เปิดกว้างขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่อาร์ทรู้สึกและมั่นใจ ต่อให้ทุกวันนี้สังคมจะเปิดขนาดไหน แต่เพศที่3ก็ยังถือเป็นตัวประหลาดอยู่ ในบ้างครั้งที่เราไปไหนมาไหน มันจะมีคนบางกลุ่มหรือสายตาบางคู่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเราคือตัวอะไร แต่สิ่งที่เราทำก็คือยิ้ม และไม่พยายามเอาอะไรมาใส่ความรู้สึกเราให้คิดเยอะ บอกก่อนนะคะอันนี้เป็นความรู้สึกของตัวอาร์ทเอง และที่ทำให้รู้สึกหนัก ๆนึกทีไรก็แอบน้ำตาคอล ก็คือการประกวดที่ผ่านๆ มาเราคิดว่าเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ ไปได้อีกเพราะเรามั่นใจในศักยภาพของเราแต่บางทีออดิชั่นก็ยังไม่ผ่านเลยทำให้เรารู้สึกท้อ

จนได้มีโอกาสมารายการ ‘จันทร์พันดาว’ ตอนแรกไม่คิดว่าจะมาประกวดอยากจะพัก เพราะมันเหนื่อยและเบื่อ ต้องบอกก่อนว่าในการอัดรายการแต่ละครั้งทำให้เราเสียเวลา ในการทำมาหากิน แต่สุดท้ายก็ไปและปรากฏว่าเราก็ได้เข้ารอบ  ยิ่งได้เข้าไปเป็น12คนสุดท้าย ก็ยิ่งรู้สึกว่าเราทำได้แล้ว นี่คือเวทีของเราทำให้เรารู้ว่า ณ วันนั้นเราไม่ใช่ตัวประกอบอีกต่อไป กรรมการ ทีมงานทุกคนน่ารักมาก วันที่เรารู้ว่าเราเข้ารอบทุกคนเดินมากอดเราและบอกว่าเธอไม่ใช่ตัวประกอบของที่นี่ เราอยากให้’อาร์ทตี้’เป็นตัวจริง ซึ่งคำพูดเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกอยากจะสู้ต่อ และลบปมในใจเราที่เคยมีมา มุมมองเปลี่ยนไปเลยคะ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการแข่งขันเราก็ฝึกซ้อมทุกวันอย่างหนัก พยายามตีโจทย์และทำความเข้าใจกับเพลงให้มาก ต้องแข่งขันกับตัวเองให้มากที่สุด สุดท้ายนี้ ‘อาร์ทตี้’ ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวในฐานะศิลปินหน้าใหม่ซึ่งเพลง’จุดไฟฝัน’เป็นเพลงแรกในชีวิตตั้งใจทำอย่างเต็มที่ และอยากจะขอฝากเป็นแรงใจช่วยเชียร์ช่วยโหวตในรายการ ‘จันทร์พันดาว’ทางช่อง7 กันด้วยนะคะ

Leave a comment