โรคทางตา…ภัยเงียบที่ควรระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267152

โรคทางตา...ภัยเงียบที่ควรระวัง

โรคทางตา…ภัยเงียบที่ควรระวัง

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เครื่องตรวจจอประสาทตา

ดวงตา เป็นอวัยวะที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์ เมื่อกล่าวถึงโรคทางตาที่สามารถทำให้ตาบอดได้ โรคต้อหินและโรคจอประสาทตาหลุดลอก เป็นโรคที่ติดอันดับต้นๆ ที่ทำให้ตาบอดได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการใดๆ เป็นสัญญาณเตือนภัย

พญ.ชมพูนุท ภูมิรัตนประพิณ จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคต้อหินโรงพยาบาลหัวเฉียว ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจในประเทศไทย พบว่า คนไทยเป็นโรคต้อหิน และโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหิน ไม่ตํ่ากว่า 1 ล้านคน มากกว่า 80% ของผู้ป่วยโรคต้อหินไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองเป็นโรคต้อหิน และผู้ป่วย 90% มักไม่มีอาการแสดงใดๆ การวินิจฉัยเป็นจากการตรวจพบโดยการมาตรวจตาทั่วไป จึงทำให้บางครั้งกว่าจะรู้ตัว ขั้วประสาทตาก็ถูกทำลายมาก สูญเสียการมองเห็นบางส่วนไปแล้ว

ต้อหิน เป็นการผิดปกติที่ขั้วประสาทตาที่ถูกกดและทำลาย จากความดันลูกตาที่สูงขึ้น หรือในความดันตาปกติก็พบได้ การกดและทำลายขั้วประสาทตาจะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีผลทำให้ลานสายตา หรือความกว้างของการมองเห็นแคบลงเรื่อยๆ หากไม่ทำการรักษาหรือตรวจพบแล้วไม่รักษาต่อเนื่อง ตัวโรคไม่สามารถคุมได้ก็จะสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด

โรคต้อหิน

โดยทั่วไป โรคต้อหิน แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ต้อหินมุมเปิด เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการมีความดันลูกตาที่สูง การมีความดันลูกตาสูงเรื้อรัง ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการแสดงใดๆ จนการดำเนินโรคเป็นไปถึง 40-50% จึงจะเริ่มแสดงอาการ และต้อหินชนิดมุมปิด พบได้มากขึ้นในตาคนเอเชีย รวมถึงคนไทย เนื่องจากทรงลูกตาที่เล็กทำให้มีมุมตาที่แคบ ทำให้เกิดการระบายนํ้าในลูกตาบริเวณมุมตาได้ไม่ดี ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงขึ้น ถ้าเป็นแบบเรื้อรังมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ถ้าเป็นแบบเฉียบพลันจะทำให้คนไข้มีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว คลื่นไส้อาเจียนได้ซึ่งเป็นภาวะรีบด่วนที่ต้องมาโรงพยาบาล

ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคต้อหิน มักพบอยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในรายที่อายุมากกว่า 70 ปี มีโอกาสเป็นโรคต้อหินมากกว่าคนอายุ 40 ปี ประมาณ 6-7 เท่า,มีประวัติคนในครอบครัวและญาติสายตรงเป็นต้อหิน, มีระดับความดันลูกตาสูงเกิน 21 มิลลิเมตรปรอท, สายตาสั้นหรือยาวมาก, โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงไมเกรน โรคที่ทำให้เส้นเลือดผิดปกติหรือตีบตัน, โรคเรื้อรังทางตา เช่น ม่านตาอักเสบ เส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน, ประวัติการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ, ประวัติอุบัติเหตุรุนแรงทางตา หรือผ่าตัดตามาก่อน

การตรวจวินิจฉัยโรคต้อหิน ประกอบด้วยการตรวจตาประเมินภาวะต้อหินโดยจักษุแพทย์, การทำลานสายตา ประเมินความกว้างของการมองเห็น, การตรวจสแกนขั้วประสาทตา และเส้นใยประสาท, การถ่ายรูปขั้วประสาทตา

ส่วนภาวะ จอประสาทตาหลุดลอก พญ.พวงเพชร นาคะพงศ์ จักษุแพทย์เฉพาะทางโรคจอประสาทตาและนํ้าวุ้นตาโรงพยาบาลหัวเฉียว ให้ข้อมูลเสริมว่า จอประสาทตาหลุดลอกเป็นภาวะที่ชั้นจอประสาทตาบริเวณด้านหลังของลูกตา ซึ่งทำหน้าที่รับภาพและแปลเป็นสัญญาณประสาท ได้เกิดหลุดลอกออกมาจากเนื้อเยื่อด้านหลัง ทำให้เนื้อเยื่อจอประสาทตาบริเวณที่หลุดลอกออกมานั้นขาดสารอาหารและออกซิเจน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ และหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน จอประสาทตาบริเวณดังกล่าวจะสูญเสียการทำงานอย่างถาวร ทำให้ตามองไม่เห็นในที่สุด

สาเหตุของจอประสาทตาหลุดลอก สามารถเกิดได้หลายประการ ได้แก่ ประเด็นแรก จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากรู หรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา ทำให้มีนํ้าไหลเข้าเกิดการแยกของจอประสาทตา มักเกิดจากดวงตามีการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง และจอประสาทตาเสื่อมในผู้ป่วยสายตาสั้น หรือเกิดรูขาดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ เป็นสาเหตุของจอประสาทตาลอกบ่อยที่สุด ประเด็นที่สอง จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากการดึงรั้ง เกิดจากการดึงรั้งของพังผืดที่จอประสาทตาหรือในนํ้าวุ้นตา ทำให้จอประสาทตาหลุดลอก มักพบในผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอตาระยะสุดท้าย ซึ่งมีเส้นเลือดงอกผิดปกติที่จอรับภาพ และมีเลือดออกในนํ้าวุ้นลูกตาผู้ป่วยที่มีการอักเสบของนํ้าวุ้นลูกตา หรือจอประสาทตาอย่างรุนแรงจนเกิดชั้นพังผืด และประเด็นสุดท้ายจอประสาทตาลอก ชนิดไม่มีรูขาดที่จอตา เกิดจากการอักเสบ หรืออุบัติเหตุ ทำให้มีนํ้ารั่วซึมขังอยู่ใต้จอประสาทตา พบได้ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกที่จอประสาทตา หรือพบในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงมากๆภาวะไตวาย เป็นต้น

ผ่าตัดจอประสาทตา

อาการของผู้ที่มีอาการจอประสาทตาหลุดลอก เบื้องต้นคือมองเห็นแสงไฟคล้ายๆ ไฟแฟลชกล้องถ่ายรูป ในการมองเห็นเหมือนมีอะไรมาบดบัง หรือมองเห็นเงาลักษณะเป็นจุดหรือใยแมงมุมลอยไป-มา และส่งผลให้การมองเห็นลดลงได้อย่างรวดเร็ว โดยโรคจอประสาทตาลอก สามารถเกิดได้ทุกอายุแต่จะพบบ่อยในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป กลุ่มคนที่มีโอกาสเป็นมาก ได้แก่ สายตาสั้นมาก เคยมีจอประสาทตาลอกมาก่อน มีประวัติครอบครัวที่จอประสาทตาลอก ผ่าตัดต้อกระจก เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการดังกล่าวจึงควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจจอประสาทตาโดยละเอียดว่า อาการดังกล่าวเกิดจากภาวะผิดปกติชนิดใด และต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีใดหากจักษุแพทย์ตรวจพบรูขาดที่จอประสาทตา และยังไม่มีจอประสาทตาลอก อาจให้การรักษาโดยการยิงเลเซอร์รอบรอยขาด หากพบมีการลอกตัวของจอประสาทตา การรักษาอาจมีตั้งแต่การฉีดก๊าซเข้าไปในตา การผ่าตัดหนุนจอประสาทตาและการทำผ่าตัดนํ้าวุ้นตา ทั้งนี้ ขึ้นกับความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

Leave a comment