มูลนิธิปิดทองจับมือกรมชลประทาน สร้างความเข็มแข็ง ในพื้นที่ 4.7 ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/277010

มูลนิธิปิดทองจับมือกรมชลประทาน  สร้างความเข็มแข็ง ในพื้นที่ 4.7 ล้านไร่

มูลนิธิปิดทองจับมือกรมชลประทาน สร้างความเข็มแข็ง ในพื้นที่ 4.7 ล้านไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 21.40 น.

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างมูลนิธิปิดทองกับกรมชลประทาน โดยผิวเผินก็ไม่น่าสนใจ เพราะมีการลงนามกันมากมายระหว่างหน่วยงานต่างๆ ลงนามแล้ว ก็ว่ากันไปท่าไหน จะมีใครกี่คนติดตามผลลัพธ์

แต่ MOU ครั้งนี้ มีเดิมพันติดปลายนวมด้วยพื้นที่ชลประทาน 4.7 ล้านไร่

เป็นเรื่องเล็กที่ใหญ่ และใหญ่ด้วยเนื้อหาสาระ นอกเหนือจากการเพิ่มพื้นที่ชลประทานคือการสร้างความเข้มแข็ง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้ชุมชนในโครงการเหล่านั้น

จริงๆ แล้วทั้งสองหน่วยงานก็มีความร่วมมือเช่นที่ว่าอยู่แล้วในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระ เช่น เพชรบุรี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เป็นต้น แต่ MOU งวดนี้เพิ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องของปิดทอง ได้แก่ มูลนิธิ
แม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิรากแก้ว นอกเหนือจากสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรม
ปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ สาขาของมูลนิธิปิดทองฯ เอง

ต่างกันคือมีหน่วยงานร่วมด้วยมากขึ้น และบูรณาการเข้าด้วยกันราวกับเป็นเนื้อเดียวกันกลายๆ โดยนำเอาความเชี่ยวชาญของตัวเองมาผนวกเข้าด้วยกัน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ว่าด้วยเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วยปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือ

มูลนิธิรากแก้ว ขับเคลื่อนร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ

สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองฯ น้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สร้างความรู้ความเข้าใจกับราษฎรให้เห็นประโยชน์ที่ได้รับ

ส่วนกรมชลประทาน สนับสนุนความรู้และร่วมปฏิบัติงาน ทั้งการศึกษาเบื้องต้น การสำรวจ ออกแบบ ประมาณการราคา และควบคุมการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมชลประทาน

มูลนิธิปิดทองฯ มั่นใจว่าขับเคลื่อนโครงการนี้ได้ เพราะประสบการณ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันว่า ทำได้ ข้อมูลในปี 2558-2559 สามารถปรับปรุงแหล่งน้ำใน จ.น่าน และ จ.อุดรธานี ได้สำเร็จถึง 959 โครงการ ช่วยเพิ่มพื้นที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก 214,962 ไร่ ครอบคลุม 490 หมู่บ้าน

โจทย์ของมูลนิธิปิดทองฯ  ได้จากข้อมูลการสำรวจของกระทรวงมหาดไทยและกรมชลประทาน กล่าวคือ ยังมีแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1,317 แห่งทั่วประเทศ และโครงการชลประทานขนาดเล็กที่กรมชลประทานโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 7,086 แห่งที่ยังรอการปรับปรุง หากดำเนินการสำเร็จจะใช้ประโยชน์จากน้ำ 6,043 ล้านลูกบาศก์เมตร

เทียบเท่าปริมาณน้ำในเขื่อนรัชประภาทั้งเขื่อน  เป็นความมหัศจรรย์ทีเดียว

ในขณะ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เพิ่มเติมให้เห็นว่าความร่วมมือครั้งนี้ขยายผลโอฬารแค่ไหนในพื้นที่สองแห่ง

หนึ่ง พื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ก่อสร้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก แต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูกของเกษตรกร

สอง พื้นที่โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กที่กรมชลประทานถ่ายโอนไปแล้ว และมีสภาพชำรุดหรือต้องการซ่อมแซม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ติดขัดงบประมาณและขาดความรู้ทางเทคนิค ถ้าเติมสิ่งที่ขาดไป แหล่งน้ำเหล่านี้ก็จะใช้ประโยชน์ได้ทันที

“หากดำเนินการสำเร็จ พื้นที่ดังกล่าวสามารถสร้างพื้นที่ชลประทานเพิ่มเติมถึง 4.7 ล้านไร่
จากพื้นที่ชลประทานปัจจุบัน 30 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้น 15.66
%”

น้อยเสียเมื่อไหร่

“โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำชลประทานขนาดเล็ก ทั้งในส่วนของโครงการพระราชดำริและโครงการที่กรมชลประทานถ่ายโอนจะบรรจุในแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นที่จะพัฒนาภายใน 2 ปีหน้านี้” ดร.สมเกียรติ สำทับให้เห็นว่า  เมื่อเดินหน้าก็สามารถขับเคลื่อนให้เร็วที่สุดภายใต้การ
บูรณาการร่วม 4 หน่วยงาน ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับ นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานยังคงยึดหลักการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 3 ขนาด ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งแต่ละขนาดจะตอบโจทย์คนละพื้นที่และขนาดพื้นที่ที่แตกต่างกันตามความจำเป็น

สำหรับแหล่งน้ำขนาดเล็กนั้นสามารถทำได้เร็ว ใช้งบประมาณไม่มาก และไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงเหมือนขนาดใหญ่และขนาดกลาง

“เหมือนเราเตรียมยาไว้ 3 ขนาน ปวดหัวเป็นไข้ขนานหนึ่ง ปวดท้องก็ขนานหนึ่ง หรือโรคหัวใจก็ต้องใช้อีกขนานหนึ่ง ถึงจะถูกกับโรค ไม่ใช่ขนานเดียวแล้วแก้ได้ทุกโรค” อธิบดีกรมชลประทานพูดให้เห็นภาพชัดเจน

ที่แตกต่างไปจากการพัฒนาปัญหาน้ำเห็นจะเป็นวิธีคิดที่มูลนิธิปิดทองฯ จะใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาเป็นยาขนานเอก ลำพังการพัฒนาแหล่งน้ำอาจไม่ยากเท่ากับการทำอย่างไร
ให้ชุมชนผู้ใช้น้ำเหล่านี้เข้มแข็งไปด้วย

“กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่รู้เรื่องน้ำดีที่สุด เราจึงเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน ซึ่งจะสามารถพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำได้อีกมาก แต่การพัฒนาต้องมีชาวบ้านเอาด้วย ลงแรงด้วย ไม่ใช่ต้องไปจ้างอีก เพราะเราเอาน้ำไปให้เขา” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

ที่ต้องสำทับเป็นพิเศษคือ การพัฒนาแหล่งน้ำให้ได้น้ำมา เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิต ม.ร.ว.
ดิศนัดดา ถามว่าที่ดิน 1 ไร่ เกษตรกรจะทำรายได้ 6,000 บาทต่อปีไม่ได้เชียวหรือ และพื้นที่ชลประทาน
ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5 ล้านไร่ สามารถสร้างรายได้ปีละ 30,000 ล้านบาท

“จากเดิมที่ไม่เคยเข้ากระเป๋าเลย  คุณภาพชีวิตชาวบ้านก็ต้องดีขึ้น แต่จะให้ยั่งยืนก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจะได้กำหนดชีวิตตัวเองได้”

โดยกระบวนการที่ทำให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมแทนการให้ฝ่ายเดียว หากต้องลงทุนความคิด ลงทุนแรงกาย  ลงเงินร่วมขันด้วยหลายภาคส่วน นอกจากได้น้ำมาแล้ว น้ำนั้นยังจะสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการเกิดชุมชนเข้มแข็ง และยั่งยืน สมดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  เท่ากับเป็นการปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์

Leave a comment