ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/277010

มูลนิธิปิดทองจับมือกรมชลประทาน สร้างความเข็มแข็ง ในพื้นที่ 4.7 ล้านไร่
การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างมูลนิธิปิดทองกับกรมชลประทาน โดยผิวเผินก็ไม่น่าสนใจ เพราะมีการลงนามกันมากมายระหว่างหน่วยงานต่างๆ ลงนามแล้ว ก็ว่ากันไปท่าไหน จะมีใครกี่คนติดตามผลลัพธ์
แต่ MOU ครั้งนี้ มีเดิมพันติดปลายนวมด้วยพื้นที่ชลประทาน 4.7 ล้านไร่
เป็นเรื่องเล็กที่ใหญ่ และใหญ่ด้วยเนื้อหาสาระ นอกเหนือจากการเพิ่มพื้นที่ชลประทานคือการสร้างความเข้มแข็ง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้ชุมชนในโครงการเหล่านั้น
จริงๆ แล้วทั้งสองหน่วยงานก็มีความร่วมมือเช่นที่ว่าอยู่แล้วในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระ เช่น เพชรบุรี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เป็นต้น แต่ MOU งวดนี้เพิ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องของปิดทอง ได้แก่ มูลนิธิ
แม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิรากแก้ว นอกเหนือจากสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรม
ปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ สาขาของมูลนิธิปิดทองฯ เอง
ต่างกันคือมีหน่วยงานร่วมด้วยมากขึ้น และบูรณาการเข้าด้วยกันราวกับเป็นเนื้อเดียวกันกลายๆ โดยนำเอาความเชี่ยวชาญของตัวเองมาผนวกเข้าด้วยกัน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ว่าด้วยเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วยปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือ
มูลนิธิรากแก้ว ขับเคลื่อนร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ
สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองฯ น้อมนำหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สร้างความรู้ความเข้าใจกับราษฎรให้เห็นประโยชน์ที่ได้รับ
ส่วนกรมชลประทาน สนับสนุนความรู้และร่วมปฏิบัติงาน ทั้งการศึกษาเบื้องต้น การสำรวจ ออกแบบ ประมาณการราคา และควบคุมการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมชลประทาน
มูลนิธิปิดทองฯ มั่นใจว่าขับเคลื่อนโครงการนี้ได้ เพราะประสบการณ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันว่า ทำได้ ข้อมูลในปี 2558-2559 สามารถปรับปรุงแหล่งน้ำใน จ.น่าน และ จ.อุดรธานี ได้สำเร็จถึง 959 โครงการ ช่วยเพิ่มพื้นที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก 214,962 ไร่ ครอบคลุม 490 หมู่บ้าน
โจทย์ของมูลนิธิปิดทองฯ ได้จากข้อมูลการสำรวจของกระทรวงมหาดไทยและกรมชลประทาน กล่าวคือ ยังมีแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1,317 แห่งทั่วประเทศ และโครงการชลประทานขนาดเล็กที่กรมชลประทานโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 7,086 แห่งที่ยังรอการปรับปรุง หากดำเนินการสำเร็จจะใช้ประโยชน์จากน้ำ 6,043 ล้านลูกบาศก์เมตร
เทียบเท่าปริมาณน้ำในเขื่อนรัชประภาทั้งเขื่อน เป็นความมหัศจรรย์ทีเดียว
ในขณะ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เพิ่มเติมให้เห็นว่าความร่วมมือครั้งนี้ขยายผลโอฬารแค่ไหนในพื้นที่สองแห่ง
หนึ่ง พื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ก่อสร้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก แต่ยังไม่มีระบบส่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูกของเกษตรกร
สอง พื้นที่โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กที่กรมชลประทานถ่ายโอนไปแล้ว และมีสภาพชำรุดหรือต้องการซ่อมแซม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ติดขัดงบประมาณและขาดความรู้ทางเทคนิค ถ้าเติมสิ่งที่ขาดไป แหล่งน้ำเหล่านี้ก็จะใช้ประโยชน์ได้ทันที
“หากดำเนินการสำเร็จ พื้นที่ดังกล่าวสามารถสร้างพื้นที่ชลประทานเพิ่มเติมถึง 4.7 ล้านไร่
จากพื้นที่ชลประทานปัจจุบัน 30 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้น 15.66%”
น้อยเสียเมื่อไหร่
“โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำชลประทานขนาดเล็ก ทั้งในส่วนของโครงการพระราชดำริและโครงการที่กรมชลประทานถ่ายโอนจะบรรจุในแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นที่จะพัฒนาภายใน 2 ปีหน้านี้” ดร.สมเกียรติ สำทับให้เห็นว่า เมื่อเดินหน้าก็สามารถขับเคลื่อนให้เร็วที่สุดภายใต้การ
บูรณาการร่วม 4 หน่วยงาน ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับ นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานยังคงยึดหลักการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 3 ขนาด ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งแต่ละขนาดจะตอบโจทย์คนละพื้นที่และขนาดพื้นที่ที่แตกต่างกันตามความจำเป็น
สำหรับแหล่งน้ำขนาดเล็กนั้นสามารถทำได้เร็ว ใช้งบประมาณไม่มาก และไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงเหมือนขนาดใหญ่และขนาดกลาง
“เหมือนเราเตรียมยาไว้ 3 ขนาน ปวดหัวเป็นไข้ขนานหนึ่ง ปวดท้องก็ขนานหนึ่ง หรือโรคหัวใจก็ต้องใช้อีกขนานหนึ่ง ถึงจะถูกกับโรค ไม่ใช่ขนานเดียวแล้วแก้ได้ทุกโรค” อธิบดีกรมชลประทานพูดให้เห็นภาพชัดเจน
ที่แตกต่างไปจากการพัฒนาปัญหาน้ำเห็นจะเป็นวิธีคิดที่มูลนิธิปิดทองฯ จะใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาเป็นยาขนานเอก ลำพังการพัฒนาแหล่งน้ำอาจไม่ยากเท่ากับการทำอย่างไร
ให้ชุมชนผู้ใช้น้ำเหล่านี้เข้มแข็งไปด้วย
“กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่รู้เรื่องน้ำดีที่สุด เราจึงเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน ซึ่งจะสามารถพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำได้อีกมาก แต่การพัฒนาต้องมีชาวบ้านเอาด้วย ลงแรงด้วย ไม่ใช่ต้องไปจ้างอีก เพราะเราเอาน้ำไปให้เขา” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว
ที่ต้องสำทับเป็นพิเศษคือ การพัฒนาแหล่งน้ำให้ได้น้ำมา เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิต ม.ร.ว.
ดิศนัดดา ถามว่าที่ดิน 1 ไร่ เกษตรกรจะทำรายได้ 6,000 บาทต่อปีไม่ได้เชียวหรือ และพื้นที่ชลประทาน
ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5 ล้านไร่ สามารถสร้างรายได้ปีละ 30,000 ล้านบาท
“จากเดิมที่ไม่เคยเข้ากระเป๋าเลย คุณภาพชีวิตชาวบ้านก็ต้องดีขึ้น แต่จะให้ยั่งยืนก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจะได้กำหนดชีวิตตัวเองได้”
โดยกระบวนการที่ทำให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมแทนการให้ฝ่ายเดียว หากต้องลงทุนความคิด ลงทุนแรงกาย ลงเงินร่วมขันด้วยหลายภาคส่วน นอกจากได้น้ำมาแล้ว น้ำนั้นยังจะสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการเกิดชุมชนเข้มแข็ง และยั่งยืน สมดังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เท่ากับเป็นการปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์