ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/276546

ส่องเกษตร : มรดกบาป‘จำนำข้าว’ใกล้สิ้นสุด
ใกล้สิ้นสุดกันเสียที สำหรับความเลวร้ายและมรดกบาปอันเกิดจากโครงการ“จำนำข้าว”อภิมหาผลาญชาติยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งใครที่ร่วมก่อกรรมทำชั่วมหันต์ต่อประเทศชาติ ทั้งจากการร่วมกันทุจริตโกงกินมโหฬารและปล่อยปละละเลยให้เกิดการโกงกินนั้น กำลังจะได้รับคำพิพากษาที่สาสม
มาอัพเดทความคืบหน้ากัน สำหรับคดีสำคัญๆ เกี่ยวกับโครงการอภิมหาผลาญชาตินี้ โดยคดีที่อัยการสูงสุดฟ้องอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีปล่อยปละ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาทนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขีดเส้นตายไว้แล้ว จะไต่สวนพยานให้สิ้นสุดเดือนก.ค. ตอนนี้เหลือไต่สวนพยานจำเลยอีกแค่ 2 นัดคือ วันที่ 7 กับ 21 ก.ค.จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนแถลงปิดคดีของโจทก์และจำเลย แล้วรอศาลนัดวันอ่านคำพิพากษา ซึ่งคาดกันว่า น่าจะพิพากษาได้ภายในเดือน ก.ย.2560 !
สำนวนข่าวถือว่า เริ่มนับถอยหลังสู่วันพิพากษาคดีประวัติศาสตร์จำนำข้าวผลาญชาติแล้ว!
ส่วนคดีสำคัญอีกคดีหนึ่งคือ คดีทุจริตระบายข้าว“จีทูจีเก๊” ที่อัยการสูงสุดฟ้อง 2 อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์“บุญทรง เตริยาภิรมย์-ภูมิ สาระผล”พร้อมอดีตบิ๊กข้าราชการพาณิชย์ และผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆรวม 28 ราย คดีเดินหน้าไปไล่เลี่ยกัน เหลือไต่สวนพยานอีกแค่ 4 นัดคือ วันที่ 28 มิ.ย.,วันที่ 5 ก.ค.,วันที่ 12 ก.ค.และวันที่ 19 ก.ค.เป็นนัดสุดท้าย คาดว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาในกรอบเวลาใกล้เคียงคดีอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ คือ ภายในเดือนก.ย.2560 เช่นกัน
คดีนับถอยหลังสู่วันพิพากษา ส่วนการใช้คำสั่งทางปกครองเรียกชดใช้ค่าเสียหายยังเดินหน้าต่อไป ทั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ถูกเรียกให้ชดใช้ 35,000 ล้านบาทส่วนผู้เกี่ยวข้องคดีจีทูจี ถูกเรียกชดใช้รวม 2 หมื่นล้าน เฉพาะนายบุญทรงโดนไป 1,768.9 ล้านและนายภูมิโดน 2,242.5 ล้านบาท ซึ่งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์และคนอื่นๆต่างดิ้นรนฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้า“อายัดทรัพย์สิน” เพราะศาลปกครองสั่ง“ยก”คำร้องส่วนที่ขอ“คุ้มครองฉุกเฉิน”
ใครก่อกรรมอะไรไว้ ก็ต้องรับผลกรรมนั้นไปในที่สุด ไม่มีใครหลีกหนีพ้นแน่นอน
นอกจากเรื่องคดีความตามล่าเอาผิดแล้ว ส่วนที่เป็น“มรดกบาป”ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อระบบข้าวและชาวนาไทยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ก็คือ“สต๊อกข้าว”กองมหึมาที่รับจำนำไว้
จำนวน“สต๊อกข้าว”กว่า 18 ล้านตัน นอกจากเป็นภาระที่รัฐต้อง“แบก”ความเสียหายเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เพราะไหนจะต้องจ่ายค่าเก็บรักษาอยู่ทุกเดือน แล้วยิ่งเก็บไว้นาน ข้าวก็ยิ่ง“เสื่อม”และถึงขั้นเน่าเสีย ระบายขายออกไม่ได้ราคา ฯลฯ
แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ “สต๊อกข้าว”มหึมาล้นโกดังนี้ กดดันทำให้ราคาข้าวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง! ทำให้ชาวนาเดือดร้อนมาตลอด!
ในที่สุด“มรดกบาป”ก้อนมหึมานี้ กำลังจะจบสิ้นกันเสียทีภายในปีนี้ หลังจากที่ รัฐบาลคสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลงทุนใช้อำนาจพิเศษ“มาตรา 44” ทลายอุปสรรคข้อกฎหมายและความหวั่นกลัวของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถเร่งระบายขายข้าวได้อย่างรวดเร็ว กระทั่งเวลานี้เหลือเพียง 2.9 ล้านตัน และคาดว่า รัฐบาลจะทยอยประมูลขายจนหมดได้ภายในเดือนก.ย.นี้
กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลบวกต่อราคาข้าว ประกอบกับขณะนี้ต่างประเทศมีความต้องการข้าวมาก คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาส่งออกปรับตัวพุ่งขึ้นทำสถิติ“นิวไฮ” โดยนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุ ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทย ณ วันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ตันละ 450-500 ดอลลาร์สหรัฐสูงสุดในรอบ 3 ปี และเพิ่มขึ้นถึงตันละ 100-145 ดอลลาร์จากต้นปีที่ราคาอยู่ในระดับ 350-355 ดอลลาร์ฯ และถ้า“สต๊อกข้าว”รัฐบาลระบายหมดแล้ว ราคาข้าวจะเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น
ขณะที่นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยระบุว่า ราคาข้าวตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำให้โรงสีซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาราคาสูงขึ้นตามไปด้วย โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15% ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 8,500 – 9,000 บาท จากเดือนก่อนยังอยู่ที่ 6,800-7,700 บาท
แม้จะจัดการกับ“มรดกบาป”สต๊อกข้าวจากอภิมหาโครงการผลาญชาติได้หมดแล้ว แต่คนไทยต้องอย่าลืมว่า ความเสียหายครั้งนี้ ทำให้ประเทศชาติต้องล่มจม หนักหนาขนาดไหน เป็นบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ที่ลืมไม่ได้ และต้องอย่าให้เกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีกในอนาคตอย่างเด็ดขาด
สาโรช บุญแสง