ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/282269

‘วิทย์-พชรพล’ คืนสังเวียน ชวน ‘ดิ้น… ออน เดอะ ฟลอร์’
ใครที่ถามข่าวความเป็นไปของแชมป์นักล่าฝันคนแรกของประเทศไทย วิทย์-พชรพลจั่นเที่ยง หรือ วิทย์ AF1 วันนี้เขากลับมาแล้วและกลับมาแบบเล่นใหญ่ กับคอนเสิร์ต “ดิ้น… ออนเดอะ ฟลอร์” พร้อมเพลงใหม่ในชื่อเดียวกัน
จุดเริ่มต้นของ ดิ้น… ออน เดอะ ฟลอร์
“จุดเริ่มต้นคือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมเจอกับแม่เม้าท์ (สุดา ชื่นบาน) ซึ่งแกทำคอนเสิร์ต “เม้าท์-แดง” มา 10 กว่าปีแล้ว แกก็เดินมาหาผมเลยว่าจะจัดคอนเสิร์ตนะ แต่อยากเชิญคุณมาเป็นเกสต์ คือเราก็นอบน้อมอยู่แล้ว ผมก็เลยบอกว่าได้เลยครับแม่ จุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้นผมไปเป็นเกสต์ในคอนเสิร์ต ซึ่งจัดที่ศาลาเฉลิมกรุงทางผู้บริหารที่นั่น คุณแขก ( นฤมล ล้อมทอง) ชอบมาก จึงจัดคอนเสิร์ตให้ผม “IT’s ME” เป็นแบบเล็กๆ ที่ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อ 6 ปีก่อนแล้วก็หายไปเลย 6 ปี แต่ระหว่างนั้นผมก็ไปเล่นละคร ไปรับเชิญในคอนเสิร์ตอยู่ตลอด และทำงานให้ศาลาเฉลิมกรุง ไปช่วยงาน ช่วยร้องเพลงไปถวายงาน สมเด็จพระเทพรัตนฯ พระองค์โสมฯร่วมคอนเสิร์ตหมายเลข 9 (บทเพลงของในหลวง) ไปทัวร์ตามจังหวัดต่างๆ คุณแขกจึงถามว่าเมื่อไหร่จะจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวของตัวเองสักที ก็เลยมาลงตัวที่ปีนี้ครับ เพราะปีที่แล้วไปทัวร์คอนเสิร์ตมาเยอะมาก ปีนี้มีเวลา ก็เลยจัดเป็นคอนเสิร์ตเล็กๆ 600 ที่นั่งผมทำโปรดักชั่นเองทุกอย่างถ่ายทีเซอร์ โปสเตอร์ โปรโมทผมลุยเองหมดเลย เพื่อให้ทางเฉลิมกรุงเขาสบายใจกับการเป็นผู้จัดฯอย่างเดียว โดยจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคมนี้ รอบบ่าย 2 โมงซื้อบัตรได้ที่ ศาลาเฉลิมกรุง โทร.02-2258758-9 หรือไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456 ครับ”
เพลงใหม่ในชื่อเดียวกัน
“ผมเริ่มโปรเจกท์ได้ประมาณเดือนกว่าๆ ผมวางรันไทม์เองไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพลงโชว์ แขกรับเชิญ แล้วผมก็คิดว่าถ้าจัดคอนเสิร์ตแล้วไม่มีเพลงใหม่ขึ้นมา ก็จะแปลกๆ เพราะผมก็ไม่ได้มีเพลงดังอะไรมาก นอกจากอัลบั้มแรกเพลง “มาตรฐานชายไทย” สมัยที่อยู่ค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผมก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมาชื่อเดียวกับคอนเสิร์ตเลย คือ “ดิ้น… ออน เดอะฟลอร์” เพลงจะย้อนยุคไปประมาณยุค 80 (1980) เป็นเพลงแนวดิสโก้ ฟังกี้ ที่ให้ผมและแดนเซอร์ได้โชว์ลีลาออกแบบท่าเต้นกันครับ”
ไม่เคยพักจากงานดนตรี
“ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้หายไปไหนครับ ผมทำอยู่ AF มา 12 ปี ส่วน 5 ปีให้หลังมานี้ผมมาทำงานเบื้องหลัง เพราะว่าผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตอนที่ทำงานในวงการ เมื่อ 2 ปีที่แล้วผมก็ไปทำเบื้องหลังให้คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ตู่-ภพธร” ทำทั้งโชว์เลยครับ แล้วก็พี่บุรินทร์ Groove Riders ทำให้ น้องกั้ง เดอะสตาร์ ทำคอนเสิร์ตเดอะว้อยซ์ 3 รุ่น ทำมาเยอะมาก พอทำเบื้องหลังปุ๊บ มันสนุก เราได้เห็นงานที่เราทำ ศิลปินขึ้นไปโชว์ เต้น โชว์อะไรๆ รู้สึกมีความสุขกับตรงนั้นมากๆ ผมก็เลยรู้ว่าการทำงานเบื้องหลังก็เป็นสุขอีกแบบหนึ่งถึงจะเหนื่อยกว่าเบื้องหน้า แต่รู้สึกภาคภูมิใจ ผมเป็นคนที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งคือ ผมชอบทำงานเอง ผู้ใหญ่จะรู้เลยว่ามีคอนเสิร์ต เรียกวิทย์มาไม่ต้องทำอะไร เราทำให้หมด คือมันก็เป็นการฝึก และเป็นความขยันอย่างหนึ่งของเราด้วย คือเราอยากเรียนรู้ ผมก็จะเก่งในเรื่องศิลปะในหัว ครีเอทีฟ แต่ในเรื่องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตัดต่องาน ผมไม่เก่งนะ แต่ผมมีไอเดีย ทุกอย่างอยู่ในหัวผม แล้วผมก็จะดึงออกมาว่าเป็นแบบนี้ แบบนั้นนะ แต่ว่าผมก็ไม่ได้ทิ้งเบื้องหน้านะครับ ยังสอนเต้น รับงานอีเว้นท์ เล่นคอนเสิร์ตอยู่เสมอครับ
คิดที่จะเปิดบริษัทรับงานจัดคอนเสิร์ตของตนเองไหม?
ปีหน้าครับ กำลังรวมทีมอยู่ ก็จะยากนิดหนึ่ง (หัวเราะ) ผมต้องเฟ้นหาคนที่ทำงานได้ดีจริงๆ แล้วก็เรื่องนิสัยสำคัญที่สุด จะได้ไปด้วยกันได้ดี ก็แพลนไว้ก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เลื่อนไปครับ”

ความแปลกใหม่ของ ‘ดิ้น… ออน เดอะ ฟลอร์’
“ผมจะพาย้อนไปประมาณกลางๆ ปี 80-90 ผมจะนำเสนอโชว์ที่เป็นโชว์เรื่องร้อง แล้วก็เรื่องเต้น สกอร์โชว์ทั้งหมด มีความเป็น Old school คือ ย้อนยุคกลับไปในยุคที่ยังไมได้มีเทคโนโลยีในเรื่องของโปรดักชั่น อย่างจอดิจิตอล เทคโนโลยีที่หวือหวา มิวสิกแดนซ์ EDM ที่ปัจจุบันเขาฮิตกัน เราจะคืนสู่ความเป็น ดิสโก้ ฟังกี้ตอบโจทย์ผู้ใหญ่ตั้งแต่ 30 อัพขึ้นไปเลย หรือปลาย 25 อัพ ถึงปลาย 40- 50เลย เพลงขึ้นมาปุ๊บ ผู้ชมร้องตามได้แน่นอนครับ มีเพลงของผมด้วยที่ผมทำเอง แล้วก็มีเพลงที่ดึงมาใช้ในยุคนั้น และการโชว์ การเต้นจะเป็นสไตล์ผมอยู่แล้ว จะเป็น New Style ผสมผสานกันระหว่าง Old school กับ New Style อยู่ในคอนเสิร์ตเดียวกัน เราจะไม่นำเสนออะไรที่แก่มาก เราจะนำเสนอแบบกึ่งๆ กลางๆ ให้คนมีอายุดูได้ และวัยรุ่นดูดีครับ
แขกรับเชิญ
“มีแน่นอนครับ คนแรก “ชิน-ชินวุฒ” ขาแดนซ์ ผมก็รู้จักชินมาตั้งแต่น้องอายุ สิบกว่าขวบ เขาเป็นศิลปินฝึกหัดที่แกรมมี่ ผมก็เป็นศิลปินแล้ว เราก็คุ้นเคยกัน ผมเคยไปร้องเพลงไกด์ให้เขาหลายเพลงเลยในอัลบั้มแรกของเขา คือตอนแรกเขาเข้ามาถามผมในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งหนึ่งที่ราชมังคลากีฬาสถาน “พี่ๆ ผมอยากให้พี่สอนมูฟเม้นต์แบบไมเคิล แจ๊กสัน ให้ผมหน่อย” พอผมสอน เขาก็เลยชอบ และถูกชะตาที่ว่าเขาเป็นเด็กนิสัยดี ใฝ่รู้ กตัญญูกับพ่อแม่ น่ารัก ก็เลยคุยกันมาตลอด ก็อยากจะทำงานด้วยกัน แต่ไม่มีโอกาส พอได้จังหวะก็เลยชวนเขามาเป็นเกสต์ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ให้ชินจัดเต็มที่เลย 3 เพลง เขาก็เลยบอกว่าได้เลยอาจารย์ เขาเรียกผมอาจารย์ครับ(หัวเราะ) คนที่สองคือ “เนสท์ AF9” (นิศาชล สิ่วไธสง)ผมรู้จักกับเนสท์มาประมาณ 3 ปี คือเราผ่านคอนเสิร์ตใหญ่ คอนเสิร์ตเล็ก มาด้วยกัน จนเมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว เขาจัดมินิคอนเสิร์ตแฟนคลับของเขา แล้วเขาก็โทร.มาชวนผม “พี่..เนสท์อยากทำคอนเสิร์ตตอบแทนแฟนคลับ มาทำโชว์ให้หนูหน่อย หนูมีงบเท่านี้” ผมก็ไปทำให้เขา จนเกิดความสนิทสนมกัน ในคอนเสิร์ตนี้ ผมทำโชว์อันหนึ่งไว้ให้เขา คิดว่าน่าจะถูกใจคนดู กับความน่าเอ็นดูของเนสท์ อีกคนคือผมดึง “ปอ AF1” (ปานเวทย์ ไสยคล้าย) ที่อยู่หาดใหญ่ มาขึ้นเวทีอีกครั้ง ตอนประกวดเขากับผม เป็นคู่จิ้นคู่แรกของบ้าน AFเลยนะ ตอนนั้นตัวติดกันยังกับตังเม ทุกวันนี้ก็ติดกันอยู่ ก็เลยเชิญปอมา คืออยากนำเสนอให้คนเห็นว่าปอร้องเพลงดี ร้องเพลงเพราะ และเล่นกีตาร์ได้ เขาก็ทำงานเบื้องหลัง ร้องเพลง แต่งเพลงอยู่นะ แต่เขาไม่บอก แต่งเพลงลูกทุ่งไว้เยอะมาก ผมอยากให้ปอกลับมา ให้ทุกคนได้เห็นผลงานของเขาครับ”
เหตุที่ไม่ทิ้งงานเบื้องหน้า
“เป็นทัศนคติของผมเลย ว่าถ้าทิ้งงานเบื้องหน้าไป สกิล ความสามารถ ไอเดีย การคิดงานจะลดลง การย้ำคิดย้ำทำกับเบื้องหน้าและเบื้องหลังควบคู่กันไป ผมรู้สึกว่าทำให้เราได้พัฒนา เปิดโลกทัศน์ ผมเองเป็นคนที่อยู่ในยุค 80-90 สัมผัสในยุคนั้นมา มีเสน่ห์มาก พอมาในยุคใหม่ปุ๊บ เขาก็มีเสน่ห์ของเขาดนตรีในยุคนี้คนในยุคเก่าฟังอาจจะ เฮ้ย…ทำไมแปลกจัง ผมกลับมีความรู้สึกว่าถ้าเราเปิดกว้างโลกทัศน์ ดนตรีมีเสน่ห์ของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็แล้วแต่ มันมีเสน่ห์ของมัน ผมเลยยังต้องทำงานเบื้องหน้าอยู่เวลางานไหนเขาจ้างให้ผมว่า “พี่ต้องร้องแบบEDM ตึ๊ดๆ ทำได้ไหม” ผมทำได้หมด เพราะว่าเราไม่ปิดกั้น แต่เรามีคิดในใจนิดหนึ่งว่า “เอาว่ะ…ทำก็ทำ” แต่ผมว่าพอเราเปิดปุ๊บเราจะได้ไอเดียใหม่ๆ หลายอย่างนะ ย้อนกลับมาถึงว่าทำไมผมถึงไม่หยุดงานเบื้องหน้าเพราะว่าผมรักในการร้อง การเต้น จริงๆ ผมจะทำแบบนี้เหมือนพ่อสุเทพ เหมือนอาต้อย- เศรษฐา ที่อายุเยอะแล้ว ก็ยังร้องเพลงอยู่ผมก็เช่นกัน อายุ 60 ผมอาจจะร้องก้าวชิดเก้า ชิดช้าบ้าง ก็เป็นการเกื้อหนุนกันทั้งสองอย่าง เพื่อเสริมไอเดียในการทำงาน
มุมส่วนตัวในเรื่องของความรัก
“12 ปีในวงการบันเทิง เรื่องมีแฟน ผมก็ไม่เคยปิดบังอะไรนะ เพราะผมรู้สึกว่าถ้าแฟนคลับ หรือคนจะรักผม ไม่น่าจะมองเรื่องนี้ ทุกคนสามารถมีความรัก มีแฟน มีครอบครัวได้ผมโสดมาประมาณ 3-4 ปี ตอนโสดก็สนุกกับการทำงาน และเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว ก็เจอคนหนึ่ง พูดคุยทำความรู้จักกัน ทัศนคติหลายๆ อย่างก็ค่อนข้างตรงกัน เขาเข้าใจในอาชีพงานของเรา เขาเป็นคนใจดี ใจเย็น ผมก็ใจเย็นนะแต่ก็มีบางทีที่ใจร้อนเหมือนกัน อารมณ์ศิลปิน(หัวเราะ) พอมาคบหากัน รู้จักกัน ก็คลิกกัน (หัวใจไม่ว่างแล้ว?) ครับ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็คบหาดูใจกันมาประมาณปีหนึ่งพอดีครับน้องเป็นคนนิสัยดี คบกันแล้วไม่ค่อยมีปัญหา อาจจะมีบ้างนิดหน่อยตามประสา ผมจะขี้งอนมากว่า เป็นคนอารมณ์ศิลปิน ถึงจะอายุห่างกัน 10 ปี แต่น้องเขาเป็นผู้ใหญ่ คู่เราจะเป็นเหมือนน้ำกับไฟครับ อาจจะดวงด้วย ผมเกิดปีมะโรง ก็เลยจะแบบอยู่บนบกก็ร้อน อยู่น้ำก็จะเย็น”
หลังร้างลาเวทีมานาน คราวนี้แฟนคลับที่ตามกันมาตั้งแต่บ้าน AF คงได้ใกล้ชิดกันเต็มที่กับ วิทย์ AF1 บนเวทีศาลาเฉลิมกรุงในคอนเสิร์ต Vit Af1 “ดิ้น … ออน เดอะ ฟลอร์”