ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/267959

อนาคต‘แรงงานไทย’ ‘ทักษะไม่ตรงตลาด’ยังน่าห่วง
1 พฤษภาคม ของทุกปี ตรงกับ “วันแรงงาน” เป็นวันสำคัญของสากลเพื่อระลึกถึงบทบาทของผู้ใช้แรงงานต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจในสังคมและประเทศชาติ แต่เดิมนั้นเรียก “วันกรรมกร” ด้วยเนื่องจากในยุคแรกๆ คำว่าแรงงานมักหมายถึงงานประเภทที่ใช้กำลังกายมาก หรือใช้ทักษะทางช่างฝีมือต่างๆ เป็นหลัก ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวันแรงงาน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มคนที่ปัจจุบันเรียกรวมๆ ว่า “มนุษย์เงินเดือน” ลูกจ้างภาคเอกชนทุกแขนง
สำหรับสถานการณ์แรงงานไทยในรอบปีที่ผ่านมา รายงาน “สถานการณ์และการเตือนภัยด้านแรงงาน ประจำปี 2559” จัดทำโดย กระทรวงแรงงาน มีสถิติที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ1.จำนวนแรงงานไทยในปี 2559 ไทยมีแรงงานในปีดังกล่าวประมาณ 38.26 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีงานทำ 37.69 ล้านคน ว่างงาน 3.77 แสนคน รองานตามฤดูกาล 1.96 แสนคน “ผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” จากปี 2555 จำนวน 2.59 แสนคน เป็น 2.81 แสนคนในปี 2556, 3.22 แสนคน ในปี 2557, 3.40 แสนคน ในปี 2558 และ 3.77 แสนคน ในปี 2559 ตามลำดับ
2.แรงงานไทยอยู่ที่ไหนกันบ้าง? ในปี 2559 หากไม่นับภาคเกษตรกรรม งานในภาค “ขายส่ง-ค้าปลีก” กับงาน “ช่างซ่อม” ทั้งยานพาหนะ (รถยนต์-มอเตอร์ไซค์) และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เป็นอาชีพที่มีคนทำงานมากที่สุดถึง 6.33 ล้านคน รองลงมา “ภาคการผลิต” ในโรงงานอุตสาหกรรม 6.28 ล้านคน และอันดับ 3 “พนักงานโรงแรมและร้านอาหาร” 2.72 ล้านคน นอกจากนี้ยังมี “แรงงานภาคเกษตร” อยู่ถึง 11.7 ล้านคน ถือว่ายังมีสัดส่วนที่มาก
เมื่อแบ่งงานตามอาชีพ “ภาคบริการ” มาแรง แบ่งเป็น พนักงานบริการ พนักงานในร้านค้าและตลาด 7.62 ล้านคน กับ อาชีพขั้นพื้นฐานต่างๆ ในด้านการขายและให้บริการ 4.17 ล้านคน รวมเป็น 11.79 ล้านคน รองลงมา ผู้ปฏิบัติงานด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจการค้าที่เกี่ยวข้อง 4.48 ล้านคน ผู้ปฏิบัติการโรงงานและเครื่องจักรและผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบ 3.68 ล้านคน ส่วนแรงงานฝีมือด้านเกษตรและประมง อยู่ที่ 10.71 ล้านคน
3.แรงงานนอกระบบทำอะไร? ประเทศไทยปี 2559 มีแรงงานนอกระบบ หรือหมายถึงงานที่รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีหลักประกันมั่นคง จำนวน 21.31 ล้านคน “ครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคเกษตร” จำนวน 11.67 ล้านคน รองลงมา การขายส่ง-ขายปลีก และช่างซ่อมยานพาหนะ (รถยนต์-มอเตอร์ไซค์) 3.69 ล้านคน อันดับ 3 งานบริการด้านที่พักและอาหาร 1.80 ล้านคน อันดับ 4 ภาคการผลิต 1.31 ล้านคน และอันดับ 5 แรงงานก่อสร้าง 1.04 ล้านคน
4.งานอยู่ที่ไหน? นายจ้างต้องการใคร? ในปี 2559 ตำแหน่งงานว่างส่วนใหญ่อยู่ใน ภาคกลาง175,609 อัตรา รองลงมา กรุงเทพฯ 87,172 อัตรา ที่เหลือคือภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ มีตำแหน่งงานว่างพอๆ กัน เฉลี่ยภาคละประมาณ 5 หมื่นอัตราเศษๆ และเมื่อแยกประเภทงานตามระดับการศึกษา มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า มีตำแหน่งงานว่างมากที่สุด แบ่งเป็นมัธยมศึกษา 138,535 อัตรา ปวช. 62,553 อัตรา และ ปวส. 61,507 อัตรา สูงกว่า อุดมศึกษา ที่มีตำแหน่งว่าง แบ่งเป็น ป.ตรี 55,146 อัตรา ป.โท 1,985 อัตรา และ ป.เอก 186 อัตรา
หากแบ่งเป็นประเภททักษะอาชีพ พบว่า อาชีพงานระดับพื้นฐาน มีความต้องการมากที่สุด 147,302 อัตรา รองลงมา พนักงานบริการ พนักงานในร้านค้าและตลาด 77,252 อัตรา อันดับ 3 เสมียนเจ้าหน้าที่ 63,142 อันดับ 4 ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง 48,204 อัตรา และหากเจาะจงเป็นรายอาชีพ พบว่า พนักงานฝ่ายผลิต มีความต้องการมากที่สุด 170,214 อัตรา รองลงมา งานขายส่ง-ค้าปลีก ซ่อมแซมยานพาหนะและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ 96,802 อัตรา และอันดับ 3 งานบริการด้านที่พักแรมและร้านอาหาร 35,805 อัตรา ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า..
..ตำแหน่งงาน “ระดับพื้นฐาน” ใช้ความรู้เพียงชั้นมัธยมศึกษา หรืองานประเภท “ช่างฝีมือ” ที่ต้องใช้ความรู้ทาง “สายอาชีวะ” (ปวช.-ปวส.) กำลังเป็นที่ต้องการมากในตลาดแรงงานไทยปัจจุบัน..
จากมุมของแรงงาน สู่มุมของผู้ประกอบการ 5.การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของสถานประกอบการในปี 2559 ที่ผ่านมา แบ่งเป็นหัวข้อ อาทิ เรื่องที่พบการทำผิดมากที่สุดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อันดับ 1 สวัสดิการ อันดับ 2 ข้อบังคับในการทำงาน อันดับ 3 ทะเบียน และ อันดับ 4 วันหยุด หรือหากเป็นประเด็น ความปลอดภัยในการทำงาน พบว่าประเภทงานที่มีปัญหาทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายความปลอดภัยการทำงานมากที่สุด อันดับ 1 งานก่อสร้าง อันดับ 2 งานเหมืองแร่และเหมืองหิน และอันดับ 3 งานภาคการผลิต เป็นต้น
ขณะที่ ธนาคารโลก (World Bank) ออกมาเตือนสถานการณ์แรงงานไทยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเป็นระยะๆ ไล่ตั้งแต่ 12 ก.ค. 2559 ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ธนาคารโลก กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีปริมาณบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมาก แต่กลับ “ขาดทักษะที่นายจ้างต้องการ” ทำให้เสี่ยงต้องยอมทำงานรับค่าจ้างต่ำกว่าวุฒิ และออกไปอยู่ในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ ไม่ต่างจากแรงงานระดับล่างกว่า 1 ล้านคนว่างงานเป็นประจำอย่างน้อย 6 เดือนทุกปี เพราะขาดทักษะที่นายจ้างต้องการเช่นกัน
และเมื่อ 13 มี.ค. 2560 ธนาคารโลกออกรายงาน “กลับสู่เส้นทาง: ฟื้นฟูการเติบโตและประกันความมั่งคั่งสำหรับทุกคน” โดยตอนหนึ่งระบุว่า ในช่วงปี 2503-2539 เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตที่ระดับร้อยละ 7.5 แต่อัตราการเติบโตนี้ได้ลดลงเหลือร้อยละ 3.3 ในช่วงปี 2548-2558 แม้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ก็อยู่ในอัตราที่ช้าลง และช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมกับชี้ว่า..
..เหตุผลสำคัญที่มีการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยคือ การที่ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเคยมีเหนือประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนในอดีต จากคะแนนขีดความสามารถในการแข่งขันที่จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก พบว่าระหว่างปี 2549-2550 และ 2559-2560 ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน อาทิ มาเลเซียและเวียดนามสามารถไล่ทันหรือแซงประเทศไทยในหลายด้าน อาทิ นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การอุดมศึกษา และการฝึกอบรม..
อย่างไรก็ตาม..ในรอบปี 2559 ที่ผ่านมา ก็อาจจะพอมี “ข่าวดี” สำหรับผู้ใช้แรงงานกันบ้าง อาทิค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 7 ธ.ค. 2559 และเริ่มใช้เมื่อ 1 ม.ค. 2560 หลายจังหวัดได้ขึ้นตั้งแต่ 305-310 บาทต่อวัน หรือการที่ สำนักงานประกันสังคม ตัดสินใจ “คืนสิทธิ” ให้กับบรรดา “อดีตมนุษย์เงินเดือน” แรงงานที่เคยทำงานในสถานประกอบการแล้วส่งเงินสมทบตาม มาตรา 33 และเมื่อลาออกไป ก็ยังส่งเงินต่อตาม มาตรา 39 ทว่ามีการ “ขาดส่ง” ไปเป็นช่วงๆ จนขาดสิทธิ โดยประกาศไปเมื่อ 9 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา
รวมถึง เมื่อ 25 เม.ย. 2560 คณะรัฐมนตรียังมีมติ “เพิ่มสิทธิ” ให้กับผู้ประกันตนตาม “มาตรา 40”หรือบรรดาแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ อาทิ การเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เพิ่มเป็นวันละ 300 บาท สำหรับกรณีนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรกที่นอนโรงพยาบาล ส่วนกรณีไม่ได้นอนพักแต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ได้รับเงินวันละ 200 บาท และหากใบรับรองแพทย์ให้หยุดพัก 1-2 วัน ได้รับเงินทดแทนวันละ 50 บาท แต่ไม่เกินคนละ 3 ครั้งต่อปี
รวมทั้งยังเพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีตาย 3,000 บาท เมื่อส่งเงินสมทบครบ 60 เดือน และได้รับค่าทำศพ 40,000 บาท ส่วนกรณีสงเคราะห์บุตร จ่ายคนละ 200 บาทต่อเดือน ครั้งละ 2 คน กรณีชราภาพ ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ หากส่งเงินสมทบ 180 เดือน นอกจากเงินสมทบของตนเองพร้อมผลตอบแทนแล้วยังได้รับเงินเพิ่มหรือเงินโบนัส 10,000 บาทต่อราย
สำหรับการจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 40 ให้เลือกได้ 3 ทางเลือก หากจ่ายเดือนละ 70 บาท รัฐบาลจ่ายสมทบ 30 บาท ได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย หากเลือกจ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท รัฐบาลจ่ายสมทบ 50 บาทต่อเดือน ได้เพิ่มสิทธิบำเหน็จชราภาพ หากเลือกจ่ายสมทบ 300 บาท รัฐบาลสมทบ 150 บาท ได้รับสิทธิเพิ่มอีก รวมถึงการสงเคราะห์บุตร
ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์แรงงานไทยในรอบปีที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้จะดีกว่าหรือไม่? ยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่ที่แน่ๆ นอกจากจะคาดหวังกับภาครัฐ แต่ละคนก็คงต้อง “ปรับตัว” ไม่มากก็น้อย เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป!!!