ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/268070

เรือดำนํ้า65ปี ที่รอคอยของ‘ทัพเรือไทย’
เรือดำนํ้า (Submarine) ยานพาหนะรูปร่างคล้ายแท่งทรงกระบอกนี้สามารถย้อนประวัติไปได้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 400 ปีก่อน ในปี 2163 ที่ Cornelius Drebbe สามารถสร้างเรือที่ดำลงไปใต้นํ้าสำเร็จ แต่สำหรับเรือดำนํ้าแบบสมัยใหม่ เกิดขึ้นจากฝีมือของ John Philip Holland ใช้เครื่องยนต์เบนซินเมื่ออยู่บนผิวนํ้า และแบตเตอรี่ไฟฟ้าเมื่อดำลงใต้นํ้า กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจซื้อเรือดำนํ้าของนาย Holland เข้าประจำการในปี 2443 และมีการพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ที่มีตั้งแต่ระบบเครื่องยนต์ดีเซลไฟฟ้าไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์
บทความ “เสียดทาน เรือดำนํ้า” ซึ่งเขียนโดย พล.ร.ท.พัน รักษ์แก้ว ลงในวารสาร นาวิกศาสตร์ ปีที่ 95 เล่มที่ 10 เดือนตุลาคม 2555 กล่าวถึงหลายสมรภูมิที่เรือดำนํ้าเพียงไม่กี่ลำ สามารถ “ป่วน” แนวรบของฝ่ายตรงข้ามให้ “หัวหมุน” ห่วงหน้าพะวงหลัง ตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเรืออังกฤษที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกขณะนั้นถึงกับ “ทรุด” เพราะเส้นทางลำเลียงเสบียงจากสหรัฐฯ มาอังกฤษ ในมหาสมุทรแอตแลนติกถูกเรือดำนํ้าของกองทัพเยอรมนีดักซุ่มโจมตีอย่างต่อเนื่อง
สงครามกลางเมืองสเปน ปี 2480-2481 เรือลำเลียงของฝ่ายเสรีนิยมสาธารณรัฐ ถูกเรือดำนํ้าลึกลับซุ่มโจมตีหลายครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้พ่ายแพ้แก่ฝ่ายขวาชาตินิยมในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเรือดำนํ้าที่มาช่วยฝ่ายขวารบในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ เป็นเรือดำนํ้าสัญชาติอิตาลี เนื่องจาก นายพลฟรังโก (Francisco Franco) ผู้นำฝ่ายขวาของสเปน เป็นพันธมิตรกับอิตาลีและเยอรมนี
เหตุพิพาทระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ปี 2514 เรือดำนํ้าของปากีสถาน จมเรือฟริเกตของอินเดีย ทำให้กองเรืออินเดียที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นเรือธงต้องล่าถอยจากน่านนํ้าปากีสถาน, เหตุพิพาทหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ระหว่างอังกฤษ-อาร์เจนตินา ปี 2525 ราชนาวีอังกฤษใช้เรือดำนํ้า Conqueror จมเรือลาดตระเวน General Belgrano ของอาร์เจนตินา จากนั้นกองทัพเรืออาร์เจนไตน์พยายามเอาคืนบ้างด้วยการส่งเรือดำนํ้า U-209 ไปลอบโจมตี แต่เป็นโชคดีของอังกฤษที่ตอร์ปิโดของเรือ U-209 ไม่ทำงาน ทว่าช่วงนั้นก็ทำเอากองเรืออังกฤษประสาทเสียไปหลายวัน เป็นต้น
หากที่ยกมา “เก่าไป” ในปี 2549 ก็ยังมีเหตุการณ์ที่มหาอำนาจทางทหารเบอร์ 1 ของโลกยุคใหม่อย่าง สหรัฐอเมริกา ยังเคย “เสียหน้า” มาแล้ว เมื่อกองเรือสหรัฐฯ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk ถูกเรือดำน้ำของมหาอำนาจคู่แข่งสำคัญอย่าง จีน โผล่ขึ้นมาอยู่ใกล้ๆ ในระยะห่างไม่ถึง 5 ไมล์ ขณะที่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นระยะหวังผลของตอร์ปิโดจากเรือดำนํ้าชั้น “ซ่ง” (Song Class) ลำดังกล่าวของจีน เหตุการณ์ครั้งนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดกองเรือสหรัฐฯ ถึงตรวจจับเรือดำนํ้าจีนไม่ได้
…เรือดำนํ้าจึงถูกตั้งฉายาว่า “มัจจุราชล่องหน” เมื่อมันดำลงใต้ทะเล แม้ระบบตรวจจับที่ดีที่สุดของเรือผิวนํ้าก็ยังยากที่จะหาเจอ…

สำหรับประเทศไทย กองทัพเรือ (ทร.) เคยมีเรือดำนํ้าประจำการถึง 4 ลำ ประกอบด้วย เรือหลวงมัจฉาณุเรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และ เรือหลวงพลายชุมพล ทั้งหมดสร้างโดยบริษัทญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง มิตซูบิชิ (Mitsubishi) ที่ผลิตตั้งแต่เครื่องจักรกล รถยนต์ ไปจนถึงยานพาหนะทางการทหารทั้งเรือดำนํ้าและเครื่องบินรบ เรือทั้ง 4 ลำ เดินทางมาถึงประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2481 ทำให้ราชนาวีไทย มีเรือดำนํ้าปฏิบัติการในกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศส ช่วงปี 2483-2484
ทว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายอักษะที่มีญี่ปุ่นเป็นแกนนำร่วมกับเยอรมนีและอิตาลี แพ้สงคราม ทำให้สหรัฐฯ ที่เข้าไปจัดระเบียบการปกครองในญี่ปุ่น เขียนรัฐธรรมนูญห้ามญี่ปุ่นมีกำลังทหารและห้ามผลิตอาวุธเพื่อการส่งออก ทำให้เรือทั้ง 4 ลำ จึงต้องถูกปลดประจำการไปเมื่อ 30 มิ.ย. 2494 เพราะขาดแคลนอะไหล่มาทดแทน แม้ญี่ปุ่นจะมีกองกำลังป้องกันตนเอง (JDSF) และมิตซูบิชิ กับ คาวาซากิ (Kawasaki) ค่ายมอเตอร์ไซค์ดังยังผลิตอาวุธป้อนให้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถขายประเทศใดๆ ได้ ซึ่งข้อห้ามนี้เพิ่งถูก “ปลดล็อก” เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา
เว็บไซต์รวมข้อมูลการทหารทั่วโลกอย่าง http://www.globalfirepower.com ระบุว่า ปัจจุบันในกลุ่มอาเซียน เวียดนาม มีเรือดำนํ้าถึง 6 ลำ สิงคโปร์ มี 6 ลำ อินโดนีเซีย มี 4 ลำ และมาเลเซีย มี 2 ลำ ในจำนวนนี้ เรือดำนํ้าทั้ง 6 ลำ ของเวียดนาม เป็นชั้น Kilo จาก รัสเซีย ทั้งหมด ส่วนสิงคโปร์ แบ่งเป็นเรือดำนํ้าชั้น Challenger 4 ลำและ Archer 2 ลำ มาจาก สวีเดน ทั้งหมด อินโดนีเซีย แบ่งเป็นเรือดำนํ้าชั้น Chang Bogo จาก เกาหลีใต้ 3 ลำ กับ Type-209 จาก เยอรมนี อีก 1 ลำ และ มาเลเซีย เป็นเรือชั้น Scorpene จาก ฝรั่งเศส ทั้ง 2 ลำ
ยังไม่นับกระแสข่าวที่มีเป็นระยะๆ อาทิ บทความ “The Future Of Myanmar’s Naval Modernization-Analysis” ในเว็บไซต์ http://www.eurasiareview.com ระบุว่า เมียนมา (พม่า) เคยสนใจเรือดำนํ้าชั้น Kilo ของรัสเซีย แต่ก็ยุติความพยายามซื้อไปตั้งแต่ปี 2558 ทว่าเมื่อปี 2559 มีรายงานข่าว อาทิ เว็บไซต์ thediplomat.com เผยแพร่บทความ “The Bay of Bengal Naval Arms Race” ตอนหนึ่งระบุว่า เพื่อนบ้านของเมียนมาอย่าง บังกลาเทศ ซื้อเรือดำนํ้าเป็นที่เรียบร้อย โดยเลือกเรือชั้น “หมิง” (Ming Class) จากจีน ทำให้ความตึงเครียดกลับมาอยู่ที่เมียนมาอีกครั้ง
นับตั้งแต่ปี 2494 วันที่เรือดำนํ้ายุคสงครามโลกของไทยถูกปลดประจำการ พร้อมๆ กับสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้นที่ทำให้ ทร. ไทย ถูกลดบทบาทลง แต่ความพยายามในการจัดหาเรือดำนํ้ายังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง อาทิการกำหนดให้วันที่ 4 กันยายน ของทุกปี เป็นวันเรือดำนํ้าไทย เพราะเป็นวันที่เรือดำน้ำในชุดเรือหลวงมัจฉาณุ2 ลำ ต่อแล้วเสร็จ และเริ่มมีข่าวหลายประเทศสนใจขายเรือดำนํ้าให้ทั้งเยอรมนี สวีเดน ฝรั่งเศส รัสเซีย ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2530’s เป็นต้นมา แต่ล้มเหลวทั้งหมดเนื่องจากติดขัดด้านงบประมาณและสถานการณ์ทางการเมือง
ช่วงที่ “ฮือฮา” ที่สุด สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ช่วงปี 2553-2554 ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้นมีข่าวว่า เยอรมนี จะขายเรือดำนํ้ามือสอง รุ่น “U-206A” พร้อมอุปกรณ์ครบและบริการฝึกสอนการใช้งานให้กับกำลังพลของ ทร. ไทย ในราคาแบบ “เลหลัง” มูลค่ารวมเพียง 7.6 พันล้านบาท ทั้งชุดแบ่งเป็นเรือใช้งานจริง 4 ลำ และเรือสำหรับทำเป็นอะไหล่อีก 2 ลำ
ทว่าเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วการเมือง เป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมี “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็น รมว.กลาโหม กลับปล่อยให้ “เลยวันที่ตกลงกันไว้” ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเยอรมนี คือวันที่ 29 ก.พ. 2555 ด้วยสาเหตุบางประการ ทำให้ ทร. ไทยต้อง “ฝันค้าง” พลาดการซื้อเรือดำน้ำในเวลานั้น แต่ก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ในปี 2556 มีการก่อสร้างศูนย์ฝึกยุทธการเรือดำน้ำมูลค่าเกือบพันล้านบาทที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ไว้ล่วงหน้า
กระทั่งเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนอีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 และ พล.อ.ประวิตรกลับมานั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม รอบ 2 ทร.ไทย ก็ “ฝันเป็นจริง” เสียที กับเรือดำน้ำจีนชั้น “หยวน” (Yuan Class)แบบ S26T ซึ่งเป็นรุ่นส่งออก (ส่วนรุ่นที่จีนผลิตใช้เองจะเป็น Type 039A) ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดซื้อจำนวน 1 ลำ มูลค่า 13,500 ล้านบาท เมื่อ 18 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา
โดยสรุปแล้ว…เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านที่หลายประเทศมีเรือดำน้ำประจำการ ไทยซึ่งเศรษฐกิจของชาติส่วนใหญ่มาจากการส่งออกทางทะเล อีกทั้งทะเลไทยยังมีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล การปกป้อง “อธิปไตยทางทะเล” จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และที่หลายคนเข้าใจว่า “อ่าวไทยตื้น” เกินกว่าที่เรือดำน้ำจะใช้งานได้ก็ “ไม่เป็นความจริง”ดังเมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2556 ที่ปรากฏภาพเรือดำน้ำสหรัฐฯ USS Albuquerque แวะมาเยี่ยมอ่าวสัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นต้น ดังนั้นเรือดำน้ำจึงถือว่า “จำเป็น” ต่อความมั่นคงของชาติอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่การเลือกซื้อ “เรือดำน้ำจีน” เหมาะสมหรือไม่?รัฐบาลคงต้องไปอธิบายกับสังคมต่ออีกยาว!!!