แดดแรงแค่ไหน…อย่าได้หวั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267945

แดดแรงแค่ไหน...อย่าได้หวั่น

แดดแรงแค่ไหน…อย่าได้หวั่น

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ไม่ว่าจะยํ้าอีกสักกี่ครั้งว่า “แสงแดด” มีผลทำให้ผิวของเราถูกทำลายมากแค่ไหน ก็ยังมีบางคนละเลยที่จะปกป้องดูแลผิวให้สวยสมวัยอยู่ดี ส่งผลให้ความหมองคลํ้ามาเยี่ยมเยือนผิว ใบหน้าเหี่ยวย่นมีริ้วรอยก่อนวัย และเป็นต้นเหตุให้เกิดฝ้า ถ้าอย่างนั้นลองมาปรับทัศนคติกันใหม่ ทำความรู้จักกับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพผิวกันก่อน โดยเฉพาะอันตรายจากแสงยูวีที่ยากจะหลีกเลี่ยง แล้วมาดูกันว่าจะพิชิตแสงแดดด้วยเทคนิคดูแลผิวให้ดีขึ้นได้อย่างไร จากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ข้อมูล

อาจเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่า ปัญหาผิวที่หลายคนเผชิญอยู่ อาทิ ฝ้า กระ จุดด่างดำริ้วรอย ความหย่อนคล้อยล้วนเกิดขึ้นเพราะ “วัย” ถ้ายังเป็นหนุ่มสาวไม่ต้องกลัวไปหรอก…ก็จริงนะ แต่มันถูกต้องเพียงเสี้ยวเดียว ความคิดนี้ใช้ไม่ได้กับยุคดิจิทัลอีกต่อไปแล้ว เพราะปัจจัยภายนอก เช่น สิ่งแวดล้อม มลภาวะ ตลอดจนปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมนในร่างกาย ยาและอาหารที่รับประทานเข้าไป สามารถกระตุ้นให้คนในวัยเพียง 25 ปี เกิดปัญหาผิว โดยเฉพาะฝ้าได้ทั้งนั้น คุณหมอหยก-แพทย์หญิงสาวิตรีสิริกุลพิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม อธิบายว่า นอกจากพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเมื่อตั้งครรภ์ หรือมีภาวะไทรอยด์ต่ำ ตกอยู่ในภาวะเครียดบ่อยครั้ง อาจเคยใช้ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนทดแทน ยารักษามะเร็งบางตัว และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอันตรายที่ส่งผลให้เกิดฝ้าแล้ว เหตุผลที่ทำให้เกิดฝ้าได้ง่ายที่สุดในยุคนี้คือ การสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง

อันตรายที่มากับแสงมีชื่อว่า รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV หลายคนรู้จักดีและพยายามเลี่ยงให้ไกล ทั้ง UVB ที่ส่งผลให้รู้สึกแสบร้อนที่ผิวภายนอกและแดงไหม้หากสัมผัสเป็นเวลานาน รวมถึง UVA ที่สามารถทะลุทะลวงได้ถึงชั้นผิวลึกกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะผิวแก่ก่อนวัยจากแสงอาทิตย์ (Photoaging) ทั้งริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ หยาบกร้านหนา สีผิวไม่สม่ำเสมอคอลลาเจนใต้ผิวถูกทำลาย ส่งผลให้ผิวขาดความกระชับและหย่อนคล้อย และเป็นต้นเหตุของการเกิดฝ้าทั้งชนิดตื้นและลึกได้อีกด้วยซึ่งทุกคนสามารถสังเกตความผิดปกติได้ง่ายเพียงมองจ้องไปที่กระจก หรือเข้าเครื่องสแกนผิวด้วยแบล็คไลท์ หรือวู้ดแลมป์ (Wood Lamp) ก็จะเห็นความผิดปกติของผิวหน้า อาจเห็นจุดสีน้ำตาลขนาดจิ๋ว รอยปื้นสีเทาวงเล็กๆ รอยดำจางๆ ที่เคยซ่อนตัวกลับเพิ่มความรุนแรงขึ้น ทั้งขนาดและปริมาณให้เจ้าของใบหน้าสวยๆ ช้ำใจเป็นที่สุด

“ถ้าหน้าเป็นฝ้าแล้วจะจัดการอย่างไรดีคะ”…คำถามที่คุณหมอหยกได้ยินบ่อยและเผยว่า สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และความพึงพอใจของผู้ที่มีปัญหาเป็นหลัก ถ้าอาการฝ้าสุดจะทน เป็นปื้นฝ้าขยายวงกว้าง ก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาอย่างจริงจัง โดยใช้สารเพื่อยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ Tyrosinase ที่จะไปกระตุ้นการผลิตเม็ดสีผิวแล้วสะสมขึ้นไปปรากฏบนชั้นผิวอย่าง Hydroquinone, Steroids และRetinoic acid ซึ่งต้องอยู่ในการควบคุมโดยแพทย์ หรือ Azelaic Acid ที่ปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือ Arbutin เหมาะสำหรับผู้แพ้ง่าย หรือสารสกัดจากถั่วเหลือง และวิตามินซี ที่จะช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีและยังเป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจนในผิวอีกด้วย นอกจากนี้ อาจต้องใช้วิธีการเลเซอร์ การผลัดผิวเข้าร่วมด้วย ซึ่งหากปล่อยให้ถึงขั้นนั้นก็ต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่าโอกาสหายขาดเป็นไปได้ยาก และจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน ค่าใช้จ่ายก็สูงลิบตามไปด้วย

แต่สำหรับผู้เป็นฝ้าในระยะแรกเริ่ม อาการยังไม่รุนแรงนัก คุณหมอมักแนะนำให้ระงับปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดฝ้าได้ เช่น หยุดยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน แล้วหันมาป้องกันและดูแลด้วยเทคนิคต่างๆ อาจเริ่มด้วยการทาครีมที่ช่วยลดเลือนฝ้าโดยไม่ทำให้ผิวหน้าบาง มุ่งเน้นไปที่กระบวนการควบคุมการสร้างเมลานินเป็นประจำ และที่ขาดไม่ได้ จนต้องทำเป็นกิจวัตรก็คือ ต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป และค่า PA+++ (3 บวกขึ้นไป) ถึงแม้จะอยู่ในห้องที่มีเพียงแสงไฟและแสงจากจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม เพราะแสงสังเคราะห์เหล่านี้สามารถทำลายผิวของเราได้เช่นกัน และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด ในปัจจุบันครีมกันแดดมีให้เลือกถึง 3 ประเภท แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละคน ได้แก่ กลุ่ม Chemical ราคาไม่สูงนักแต่มักมีข้อด้อยทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายและต้องทาก่อนออกแดด 20-30 นาที ตามด้วยกลุ่ม Physical หรือ Non Chemical ที่ช่วยสะท้อนรังสียูวีออกไปโดยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และไม่จำเป็นต้องทาซ้ำ และสุดท้ายคือแบบผสม

ตามด้วยการแต่งหน้าเพื่อป้องกันแดดอีกชั้น ควบคู่กับการใช้อุปกรณ์เสริมกันแดด อาทิ หมวก ร่ม และควรรักษาผิวหน้าด้วยการใช้คลีนซิ่งชนิดอ่อนและมอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นการบริโภคอาหารที่มีผลวิจัยว่าช่วยชะลอความแก่ก่อนวัยและมีผลต่อการต้านรังสียูวี อย่าง ชาเขียว เต็มไปด้วยสารโฟลิฟินอล สารสกัดจากเปลือกต้นสน และอาหารที่มีวิตามินอี วิตามินซี เป็นต้น อาจเป็นกำลังเสริม ช่วยลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาฝ้าในปัจจุบันและอนาคตได้

Leave a comment