ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/269381

‘อาพาธ’เพราะ‘ญาติโยม’ ตักบาตร(อย่าลืม)ถามสุขภาพพระ!!
“ศาสนาพุทธ” ศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ ดังรายงานการสำรวจ “สภาวะทางสังคม วัฒนธรรมและสุขภาพจิต (ความสุข) คนไทย พ.ศ.2557” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า คนไทยร้อยละ 94.6 นับถือศาสนาพุทธ ขณะเดียวกัน คนไทย
ไม่ว่ายากดีมีจนยังชอบทำบุญกับวัดและพระสงฆ์ ทั้ง “ถวายปัจจัย” (เงิน) โดยตรง รวมถึงการ “ใส่บาตร-เลี้ยงเพล” ที่พยายามสรรหาของที่ “ดีที่สุด”มาถวายเป็นภัตตาหาร เชื่อว่า “ยิ่งของดีมากยิ่งได้บุญมาก” จนอาจจะลืมนึกไปว่า กำลัง “ทำร้าย” สุขภาพพระสงฆ์โดยไม่รู้ตัว
“มีความเข้าใจจากญาติโยม ว่าถ้าถวายเครื่องดื่มชูกำลังจะได้บุญได้อานิสงส์มาก แต่แท้ที่จริงเป็นการสร้างบาป สร้างสิ่งไม่ดีให้กับพระท่าน”
คำกล่าวของ ประสงค์ จักรคำ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในเวทีเสวนา “บ้าน วัด โรงพยาบาล พระสงฆ์ไทยในวิกฤติสุขภาวะ” ที่อาคารสุขภาพแห่งชาติ ภายในกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี เมื่อ 8 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ถึงปัญหาที่เคยพบสมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ที่นั่นพระสงฆ์จำนวนมาก “ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง” เป็นอาจิณ หลายรูปถึงขั้น “ดื่มแทนน้ำ” ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระสงฆ์ “มรณภาพ” ก่อนเวลาอันควร
“อันดับ 1 ของพระที่มรณภาพทั้งที่พรรษายังน้อย คือดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ขออนุญาตนะครับ! บางรูปขณะมรณภาพมือยังจับเครื่องดื่มชูกำลังอยู่เลย ในปีหนึ่งๆ ก็ประมาณเกือบ 10 รูปจนพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เจ้าคณะจังหวัดต้องสั่งห้าม เวลาไปงานไหนห้ามนำเครื่องดื่มชูกำลังมาถวายพระเพราะเวลาดื่มแล้วท่านก็ชอบ แล้วโยมก็ชอบมาถวายด้วย บางรูปก็ดื่มแทนน้ำไปด้วย นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น” ผู้ตรวจฯ พศ. กล่าว
ซึ่งเครื่องดื่มชูกำลัง หากดื่มมากเกินไปจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ดังบทความ “เครื่องดื่มชูกำลัง มีประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน รู้หรือไม่??”เขียนโดย ศ.(กิตติคุณ)นพ.เทพ หิมะทองคำ ได้ระบุถึงผลที่เกิดขึ้นหากร่างกายรับ “กาเฟอีน” (Caffeine)เข้าไปตามลำดับ ดังนี้ หากได้รับในขนาด 50-200มิลลิกรัม จะกระตุ้นทำให้ไม่ง่วงนอน ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่าสดชื่น
แต่ถ้าได้รับมากถึง 200-500 มิลลิกรัม อาจมีอาการกระวนกระวาย มือสั่น นอนไม่หลับ และยิ่งถ้า เกิน 1,000 มิลลิกรัม จะทำให้มีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ เบื่ออาหารทั้งนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 214 (พ.ศ.2543) กำหนดให้เครื่องดื่มชูกำลังจะมีกาเฟอีนได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อขนาดรับประทานนั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเป็นขวดขนาด 100 ซีซี หรือ 150 ซีซี จะมีปริมาณกาเฟอีนเท่าๆ กัน คือ50 มิลลิกรัม หรือไม่น้อยกว่า บวกลบร้อยละ 20 ของฉลากระบุ นอกจากนี้ ยังกำหนด “ขอบเขต” การดื่มไว้ด้วยว่า
..ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด เด็ก สตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อน..
สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ สมฤทธิ์ ลือชัยผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ “ธรรมในใจ” ที่วันนี้มารับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการในเวทีเสวนา ระบุว่า ทุกวันนี้ก็ยังพบเห็นอยู่ว่า ชาวบ้านยังนิยมนำเครื่องดื่มชูกำลังบ้าง น้ำอัดลมบ้าง ข้าวขาหมูบ้าง หรือแม้แต่ “บุหรี่” ไปถวายพระ เพราะคิดว่าเป็น “ของดี” ซึ่งความเข้าใจผิดแบบนี้เอง ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพพระในปัจจุบันอย่างมาก
“วิธีคิดของชาวบ้าน คือเมื่อพระท่านมาสวดมนต์ให้ก็ต้องถวายของที่ดีที่สุด แต่กลับเป็นของที่ไม่ดีที่สุดของพระท่าน” สมฤทธิ์ ระบุ
เช่นเดียวกับ นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ที่ให้ความเห็นว่า คนไทยไม่ว่าฐานะแบบใดเมื่อทำบุญก็อยากจะทำด้วยสิ่งที่ดีที่สุด รวมถึงการถวายภัตตาหารกับพระสงฆ์ ต้อง “อร่อยที่สุด” นานๆ ทำบุญที ต่อให้หายากจนต้องตระเวนไปซื้อที่นั่นที่นี่ก็ไม่เป็นไร ยังไม่พอ “เมื่อพระจะฉันฆราวาสยังต้องนั่งจ้อง” ดูว่าพระจะฉันของที่ตนถวายหรือไม่? หากฉันก็จะรู้สึกว่า “ได้บุญแรง” เกิดความอิ่มเอิบใจ
“จริงๆ แล้วมันคงไม่ใช่ แค่เราถวายก็ได้บุญแล้ว แต่เราถูกสอนกันมาแบบนี้ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องร่วมกันในการเปลี่ยนความคิดตรงนี้ด้วย จะทำให้สุขภาวะของพระสงฆ์ดีขึ้น”รองอธิบดีกรมอนามัย ให้ความเห็น
ทั้งนี้หากไปดูข้อมูลของ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อปี 2558 พบว่า “โรคยอดฮิต” ที่พระสงฆ์ไทยป่วยกันมากที่สุดคือ 1.ไขมันในเลือดผิดปกติ 2.ความดันโลหิตสูง 3.เบาหวาน4.ไตวาย และ 5.ข้อเข่าเสื่อม ทั้งหมดเป็นโรคที่เกี่ยวกับ “พฤติกรรมการบริโภค” แต่ที่น่าห่วงกว่า คือฆราวาสยังสามารถเลือกรับประทานอาหารเองได้ต่างจากพระสงฆ์ที่ไม่สามารถปฏิเสธอาหารจากญาติโยมได้เนื่องจากเป็นข้อบัญญัติในพระธรรมวินัย
ด้าน พระครูสังฆกิจพิมล (สุรศักดิ์ สุรญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี กล่าวว่า การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง วัดเองก็สามารถเริ่มต้นได้ เช่น ที่วัดชลประทานฯ มีกฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่ “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หากท่านเห็นพระสงฆ์รูปใดในวัด “สูบบุหรี่” จะเข้าไปตักเตือนทันที
“ที่วัดชลประทาน มีกฎเหล็กสำหรับคนที่จะไปบวชที่นั่น ว่าจะต้องไม่มีเรื่องสิ่งเสพติด บุหรี่ก็ต้องเลิก จะบวช 15 วัน 1 เดือน หรือ 1 พรรษาก็ตาม ทุกคนก็ทราบกันดี หลายคนก็เลยไม่กล้าไปบวช แล้วเรื่องบุหรี่ หลวงพ่อปัญญาท่านพูดมาก เห็นใครสูบบุหรี่ มีบุหรี่ในกระเป๋า ท่านจะเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า..ถามตัวเองดูสิว่าสูบแล้วมันได้อะไร? ร่างกายต้องการควันบุหรี่ไปรมปอด
ให้มันตายเร็วๆ ไหม? ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็สลัดทิ้งไปเลย!..หลวงพ่อท่านก็เทศน์เสียจนองค์การอนามัยโลก เอาเหรียญเอาประกาศเกียรติคุณมาถวายท่านในวันงดสูบบุหรี่โลก” พระครูสังฆกิจพิมล กล่าว
ผช.เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ กล่าวย้ำว่า “นโยบายวัด” เป็นสิ่งสำคัญ หากมีความชัดเจนว่า“ไม่รับของที่เป็นอบายมุขหรือทำลายสุขภาพ” ญาติโยมก็จะไม่นำมาถวายพระ เช่น เครื่องดื่มชูกำลังที่ไม่ค่อยจะได้พบเห็นในวัดชลประทานฯ เท่าใดนัก
ปิดท้ายที่ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนมติพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ กล่าวว่า อีกมุมหนึ่งญาติโยมก็ต้อง “ตื่นรู้” เช่นกัน ว่าอาหารแบบใดถวายพระแล้วจะไม่สร้างความเจ็บป่วยให้กับพระสงฆ์ในอนาคต อาทิ ควร “หลีกเลี่ยง” การถวายภัตตาหารที่ “หวาน-มัน-เค็ม” รสจัดเพราะเป็นสาเหตุของหลายโรค หรือ “มีเนื้อสัตว์มาก” เมื่อเทียบกับสัดส่วนผักและผลไม้ จะกระทบต่อระบบขับถ่าย เป็นต้น
“การที่พระสงฆ์องค์เจ้าได้ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อที่จะดูแลสุขภาพตนเองและหมู่เหล่าของตนไม่เพียงพอ ถ้าฝ่ายสงฆ์ทำเองข้างเดียว ก็เหมือนตบมือข้างเดียว คงไม่สำเร็จ หรือฝ่ายทางโลก ประชาชนเคลื่อนไหวทางเดียวก็ไม่น่าสำเร็จ” นพ.ณรงค์ศักดิ์ ฝากข้อคิด
ศาสนาพุทธถูกยกย่องเป็น “ศาสนาแห่งปัญญา” เพราะแสวงหาการดับทุกข์อย่างมีเหตุมีผลไม่เลื่อนลอย การแก้ไขปัญหาสุขภาพพระสงฆ์ก็เช่นกันต้องหลุดพ้นจาก “อวิชชา” หรือความไม่รู้ที่ก่อเกิดเป็นค่านิยมผิดๆ เช่น การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ด้วยของที่ฆราวาสมองว่าดีว่าอร่อย โดยเชื่อว่าจะได้บุญมาก จนลืมคิดไปว่าสิ่งที่ถวายไปจะทำให้พระสงฆ์อาพาธเจ็บไข้ได้ป่วย
จาก “ทำบุญ” กลายเป็น“ได้บาป” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์!!!