ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/269071

70 ผลงานจิตรกรรม ‘อ.ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ’ สะท้อนชีวิตจากบ้านนอก สู่บางกอกแห่งความหลัง
ศิลปินผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า วาดภาพในหลวงมากที่สุดในไทย อ.ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ จัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเดี่ยว ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “เส้นทางชีวิตจากบ้านนอก สู่บางกอกแห่งความหลัง” กับ 70 ภาพผลงานจิตรกรรมแนวเหมือนจริง ที่สะท้อนเส้นทางชีวิตของ อ.ชูศักดิ์ จากเด็กบ้านนอก สู่มหานครกรุงเทพ หรือที่เรียกในสมัยก่อนว่า “บางกอก” ในยุคนั้น พร้อมชมผลงานจิตรกรรมย้อนหลัง ได้แก่ จิตรกรรมเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์, จิตรกรรมที่แสดงความจริงอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอโศกมหาราช, จิตรกรรมรูปอาชาไนย หรือ “ม้า” อันเป็นสัตว์มงคล สง่างาม และองอาจ รวมกว่า 70 ชิ้น เปิดให้ชมไปจนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 (ยกเว้นวันพุธ) ตั้งแต่เวลา 10.00–19.00 น. ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พิธีเปิดนิทรรศการจัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยเหล่าคนดังที่ชื่นชอบงานศิลป์ และศิลปินแห่งชาติ และศิลปินที่มีชื่อเสียง ร่วมแสดงความยินดีคับคั่ง อาทิ ณินทิรา โสภณพนิช,ชัย โสภณพนิช, อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ, ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ, พิศาล อัครเศรณี, สุภัททา สังสิทธิ, พันตรีหญิงชลรัศมี งาทวีสุข เป็นต้น

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ
อ.ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ ได้กล่าวถึงอุดมการณ์ของตนว่า “ด้วยความเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า สัตว์โลกกำเนิดขึ้นมาด้วยแรงของเจตนาทำให้เกิดกรรม ข้าพเจ้าคงสร้างกรรมนี้มาแต่ปางก่อน ในภพนี้จึงหลงใหลแต่การวาดและเขียนเป็นชีวิต เป็นจิตใจ เป็นความสุข เป็นความปรารถนา แม้ในชาติหน้าก็ขอตั้งปรารถนาเป็นคำมั่นสัญญา
นิทรรศการ “เส้นทางชีวิตจากบ้านนอก สู่บางกอกแห่งความหลัง” ได้รวบรวมผลงานที่ผ่านมา รวมถึงผลงานที่วาดขึ้นมาใหม่ 6 หัวข้อ โดยมีหัวข้อไฮไลท์ที่เป็นที่มาของชื่อนิทรรศการคือ “บางกอกแห่งความหลัง” เล่าเรื่องราวของความทรงจำ ประกอบกับศึกษาข้อมูลที่ยังหลงเหลืออยู่ ทั้งจากนิตยสารเก่า, อินเตอร์เนต เพราะเราต้องเขียนภาพให้อิงประวัติศาสตร์จริง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังยุคก่อน, บางกอก, หนังไทยยุคก่อน ที่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว คนรุ่นเก่าก็จะได้มารำลึกอดีตของตนเอง คนรุ่นใหม่ก็อาจจะไม่เชื่อเลยก็ได้ว่าความยิ่งใหญ่ของโรงภาพยนตร์ในอดีตเหล่านี้มีอยู่จริง เราจะได้เห็นคัทเอาท์ของมิตร ชัยบัญชา ขนาดสูงถึงยอดตึก ยามนั่งรถเมล์ผ่านก็จะมองสุดลูกตา ผมจึงเอาความประทับใจเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง มารำลึกอดีตร่วมกัน”

จิตรกรมากฝีมือเจ้าของนิทรรศการครั้งนี้ กล่าวด้วยว่า หนังไทยยุคก่อน เป็นหัวข้อที่เขียนรำลึกเป็นพิเศษถึง “มิตร ชัยบัญชา” เพราะในอดีตพื้นที่ของหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นตึกที่ มิตร ชัยบัญชา จะซื้อเพื่อสร้างเป็นโรงหนัง โดยเขาจะซื้อกับธนาคารกรุงเทพ และต้องหาเงินมาวาง จึงต้องแสดงหนังมากถึง 40 เรื่องภายในเดือนเดียว ตลอด 13 ปี ที่เขาอยู่ในวงการได้แสดงหนังมากถึง 600 เรื่อง หามรุ่งหามค่ำจนอ่อนแรง จนถึงวาระสุดท้ายที่มาเข้าฉากโหนเฮลิคอปเตอร์แล้วเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต เรียกได้ว่าตายในหน้าที่ กลายเป็น “อวสานอินทรีย์แดง” จึงเขียนเรื่องราวของเขา มิตร ชัยบัญชา เป็นตัวอย่างของการทำงานหนักในวงการหนัง และยังเป็นบทเรียนของการทำงานหักโหมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
นอกจากนี้ ในนิทรรศการยังจัดแสดงผลงานที่วาดสะสมมาในหัวข้อ พระเจ้าแผ่นดิน (ด้วยความภักดีแห่งศรัทธา) วาดพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, ในหลวงรัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10
“เนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับพวกเราชาวไทยมาก โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถือเป็นบุญสูงสุดที่เรามีโอกาสเกิดร่วมแผ่นดินกับพระองค์ท่าน ผมวาดพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระองค์ท่านเพื่อยืนหยัดในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำ เพราะในอีกหลายร้อยปีภาพเหล่านี้ก็จะยังอยู่ในแผ่นดิน

ณินทิรา โสภณพนิช, ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ, วิกรม กรมดิษฐ์, ชัย โสภณพนิช
ต่อมาคือภาพชุด “สังเวชนียสถาน” ทั้ง 4 ที่อินเดีย (เพื่อบูชาสัมมาสัมพุทธเจ้า) ผมมีเจตนายืนยันการมีอยู่จริงของพระพุทธเจ้าและเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะท่านเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก และเป็นศาสดาคนเดียวในโลกที่เป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเดียวที่มนุษย์สอนมนุษย์ ผมวาดสังเวชนียสถานให้รู้ว่าพระองค์มีตัวตนจริง เราเดินอยู่บนแผ่นดินที่ท่านเคยเหยียบ เพื่อเอาสถานที่ที่เป็นรูปธรรมนั้นมายืนยันให้เด็กรุ่นใหม่ที่ยังมีภาพอันเลือนพร่าเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ให้รู้ถึงประวัติศาสตร์ศาสนาที่จะมายืนยันความเชื่อมั่นแห่งศรัทธาให้กับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อ มหาเทพพิฆเนศวร (เพื่อบูชาศิลปะ), ม้า อาชาไนย (พาหนะราชาคู่แผ่นดิน), บ้านนอก ถิ่นกำเนิด ให้รับชมอีกด้วย”
ด้าน วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ และผู้สนับสนุนหลักของนิทรรศการ กล่าวว่า “ผมรู้จักอ.ชูศักดิ์ ครั้งแรกจากภาพวาดรูปควายตัวหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับควายที่ผมเคยเลี้ยงที่ จ.กาญจนบุรี ผมเลยซื้อภาพนั้นมา เพราะรู้สึกว่าเหมือนควายในภาพมีความรู้สึก แต่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าศิลปินผู้ที่วาดภาพเป็นใคร จากนั้นก็ได้เสาะหาจนเจอ อ.ชูศักดิ์ เจ้าของผลงาน หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้เข้ามาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับมูลนิธิอมตะในโครงการต่างๆ ผมรู้สึกว่าผลงานของ อ.ชูศักดิ์ โดยเฉพาะ 70 ภาพ ในนิทรรศการนี้ เปี่ยมด้วยคุณค่าและความทรงจำ สะท้อนความเป็นไทย สะท้อนอดีต และสะท้อนความเป็นตัวตนของอ.ชูศักดิ์ วันนี้จึงอยากให้คนไทยมาร่วมสะท้อนความเป็นคนไทย ผ่านการรับชมผลงาน “เส้นทางชีวิตจากบ้านนอก สู่บางกอกแห่งความหลัง” ร่วมกัน

อ.ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ และ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ
นิทรรศการเปิดให้ชมไปจนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป 50 บาท ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพลาดไม่ได้กับการเสวนาพิเศษหัวข้อ “เล่าเรื่อง เมืองบางกอก” โดย ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ ที่จะมาเล่าถึงความทรงจำผ่านผลงานจิตรกรรม ในวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560 เวลา 13.00 น. สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ จุฑามาศ โทร.096-9767759

