ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/270125

ตะบันหน้าปรับแค่ห้าร้อย!! ‘ทำร้ายร่างกาย’แบบนี้ก็ได้หรือ?
เขาว่าเมืองไทยนี้แสนจะ “อยู่ยาก” ขึ้นทุกวัน เหตุเพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา “ความรุนแรง” แค่ก้าวออกจากบ้านต้องระวังตั้งแต่ “อย่าไปมองหน้าใครซี้ซั้ว” เพราะเดี๋ยวจะถูกถามว่า “หาเรื่องหรือ?” เช่นเดียวกับเมื่อใช้รถใช้ถนน ใครจะขับขี่ “ปาด-เบียด-แทรก” กวนอารมณ์อย่างไรก็ “ปล่อยเขาไปเถิด” อย่าไปทวงถามหรือต่อล้อต่อเถียงและอื่นๆ อีกมากมาย “หนีก็
ก็หนี เลี่ยงได้ก็เลี่ยง” เนื่องจากไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะ “มีเหตุผล
แค่ไหน?” แม้จะไม่ใช่ฝ่ายผิด แต่เคราะห์ร้ายไปเจอคนประเภทที่ “ขัดใจไม่ได้” จะถูก “ทำร้ายร่างกาย” เจ็บตัวเอาเปล่าๆ
ดังข้อมูลสถิติคดีอาญา 5 กลุ่ม จากเว็บไซต์ ระบบสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลุ่มงานสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกลาง(ศทก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (http://gis.police.go.th/cstat/stat/arr-percent/all) พบว่า ตลอดปี 2559 คดีทำร้ายร่างกาย อยู่ใน อันดับ 2 ของคดีที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มีจำนวนเกิดเหตุ 5,758 ครั้ง เป็นรองเพียงคดีลักทรัพย์ ที่เกิดเหตุ 13,402 ครั้งเท่านั้น ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงยังเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย
ตัวอย่างหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี กรณีหนุ่มรายหนึ่งเดินไป “ขอเบอร์โทร.สาว” ในตอนแรกก็ดูจะไม่มีอะไรเพราะภาพในคลิปวีดีโอที่เผยแพร่ หนุ่มรายนี้ก็ยังพูดคุยกับคนอื่นๆ ตามปกติ แต่เพียงครู่เดียวก็ปรากฏว่า ชายหนุ่มเข้าไปทำร้ายร่างกายหญิงสาว มีการชกเข้าไปที่ใบหน้าและปาชุดวางเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวใส่จนฝ่ายหญิงศีรษะแตก ด้วยสาเหตุเพียงเพราะ “สาวเจ้าไม่เล่นด้วย” ไม่ให้เบอร์โทรศัพท์กับหนุ่มรายนี้
กระทั่งในเวลาต่อมา หนุ่มผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ พร้อมกับเล่าว่าตนมีแฟนอยู่แล้วและก็มาด้วยกันในตอนเกิดเหตุขึ้น และไม่ได้จะจีบสาวคู่กรณี เพียงแต่ก่อนเกิดเหตุ ตนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวได้พูดคุยกับผู้ชายอีกโต๊ะหนึ่ง แล้วถูกขอให้ไปขอเบอร์โทร.สาวคู่กรณีให้หน่อย ตนก็ไม่คิดอะไรเลยเดินไปขอให้ ทว่ากลับถูกฝ่ายหญิง “ด่าทอถึงบุพการี” ก็เลย “ฟิวส์ขาด” ลงไม้ลงมือดังกล่าว และพร้อมจ่ายค่าเสียหายให้คู่กรณี 10,000 บาท
มุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ว่ากันไป ระหว่างฝ่ายผู้เสียหายที่บอกว่าผู้ก่อเหตุ “เบ่ง-กร่าง” อ้างตัวว่าเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต
ในพื้นที่ กับฝ่ายจำเลยที่ยืนยันว่าไม่เคยอ้างว่าเป็นคนนามสกุลดัง หรือเป็นลูกหลาน “คนมีสี” แต่อย่างใด แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคำถามจากสังคมเช่นกันว่า “จบแบบนี้จริงสิ?” แม้กระทั่งบนโลกออนไลน์ ยังนำไป “แชร์” กันต่อทำนองว่า“ทำร้ายร่างกายปรับ 500 บาท” ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่มีการกล่าวประโยคแบบนี้ แต่เป็นคำพูดที่ “คุ้นหู” คนไทยมาช้านาน ประเภทถ้า “หมั่นไส้” ใครก็ขอ “ตะบันหน้า” สักหน่อย แล้วค่อยไปจ่ายค่าปรับทีหลัง
คำถามคือ..ความเข้าใจเช่นนี้ “ถูกต้อง” จริงหรือไม่?
หากไปดูตาม ประมวลกฎหมายอาญา ในความผิดเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย จะมีอยู่หลายมาตรา ซึ่งมาตราที่มักถูก “พาดพิง” ทำนองดังกล่าวคือ มาตรา 391ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ฉะนั้นเบื้องต้นก็ต้องยอมรับว่า “มีข้อกฎหมายเช่นนี้อยู่จริง” โดยอยู่ในหมวด “ลหุโทษ” หรือความผิดเล็กๆ น้อยๆ ส่วนใหญ่แล้วมักไม่ค่อยมีการลงโทษถึงจำคุก อย่างดีก็เพียงสั่งปรับเท่านั้น
แต่ก็ต้องย้ำเช่นกันว่า “ไม่ใช่ทุกกรณีเสมอไป” เพราะกฎหมายก็ได้กำหนดความผิดแบบ “ขั้นบันได” ตามความรุนแรงที่ผู้เสียหายได้รับ “ยิ่งบาดเจ็บหนักโทษก็ยิ่งสูง” ไล่ตั้งแต่ มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ
ทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี
ซึ่งในมาตรา 297 กฎหมายได้ระบุชัดว่า “ขั้นไหนคือสาหัส” อาทิ 1.ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท 2.เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ 3.เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด 4.หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว 5.แท้งลูก 6.จิตพิการอย่างติดตัว 7.ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต 8.ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ยี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน
และแม้เบื้องต้นจะมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกาย แต่ผลที่เกิดขึ้นคืออีกฝ่ายถึงขั้น “เสียชีวิต” จะมีความผิดตาม มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี นอกจากนี้
หากการทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามมาตรา 290, 295 และ 297 นั้นเข้าข่ายลักษณะความผิดตาม มาตรา 289 ประกอบด้วย 1.กระทำต่อบุพการี 2.กระทำต่อเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการ
ตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการ
ตามหน้าที่
3.กระทำต่อผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่บุคคลนั้นจะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้ว 4.กระทำต่อผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 5.กระทำต่อผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย 6.กระทำต่อผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือ 7.กระทำต่อผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น
..“โทษจะหนักขึ้น” ตั้งแต่ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายถึงขั้นได้รับอันตรายแต่ยังไม่สาหัส ตามมาตรา 295 (ประกอบมาตรา 296), จำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายถึงขั้นอาการสาหัส ตามมาตรา 297 (ประกอบมาตรา 298) และจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี สำหรับความผิดฐานมีเจตนาทำร้ายร่างกายแต่มีผลถึงขั้นเสียชีวิต ตามมาตรา 290 วรรคสอง..
และไม่เพียงเฉพาะความผิดอาญา ผู้เสียหายอาจ “ฟ้องแพ่ง” เรียกค่าเสียหายได้อีกหากศาลตัดสินว่าจำเลยผิดจริง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 420) ที่ระบุว่า
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพ
ก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
..คำแนะนำสำหรับผู้ถูกทำร้ายร่างกาย สามารถใช้
หลักการเดียวกับผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา คือ “ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด” เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกาย วินิจฉัยว่าได้รับ
บาดเจ็บถึงขั้นใด จะได้นำผลการตรวจนั้นไปเป็นหลักฐานในการแจ้งความเอาผิดผู้ก่อเหตุต่อไป..
อีกทั้งต้องบอกว่า..ปัจจุบันมีการแก้ไขใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2558 แล้ว ในส่วนของ “ค่าปรับ” หมวดความผิดลหุโทษ รวมถึงการทำร้ายร่างกายแบบไม่รุนแรงในมาตรา 291 ด้วย โดยแม้โทษจำคุกจะยังคงเป็นไม่เกิน 1 เดือน แต่ “เพิ่ม” ในส่วนโทษปรับเป็น “ปรับไม่เกิน 10,000 บาท” ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าทำร้ายร่างกายปรับ 500 บาท “อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป” เพราะศาลจะมีอำนาจสั่งปรับได้ในอัตราสูงขึ้น จากเดิมที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษปรับไว้สูงสุดเพียงไม่เกิน 1,000 บาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม..แม้กฎหมายจะกำหนดโทษทั้งอาญาและทางแพ่งไว้ แต่ก็ถือเป็นเรื่อง “ปลายเหตุ” หลังเกิดเรื่องแล้ว ซึ่งหลายครั้งคดีทำร้ายร่างกาย ตั้งแต่การทะเลาะวิวาทด้วยเรื่องส่วนตัวไปจนถึงความขัดแย้งทางความเชื่อความคิด ลำดับเหตุการณ์มักเริ่มจากฝ่ายหนึ่ง “อารมณ์พาไป” ทำให้แสดงท่าที “ยั่วยุ” เช่น ใช้คำพูดด่าทอเสียดสี (Hate Speech) ที่บางครั้งก็ล่วงเกินไปถึงสิ่งที่อีกฝ่ายเคารพรัก อาทิ บิดา มารดา ฯลฯ
เมื่อประกอบกับไปพบอีกฝ่ายที่ “คุมสติไม่อยู่” จะด้วยบุคคลนั้นขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ก็ดี หรือเพิ่งดื่มสุรา-เสพยาเสพติดจนเมามายขาดสติก็ตาม การโต้เถียงด้วยวาจาก็ “ยกระดับ” กลายเป็นการใช้กำลังทำร้ายกัน ดังที่บทความ “การบริหารจัดการความโกรธ Management of Anger” เขียนโดย ดวงใจ ปินตามูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ อธิบายถึงสภาวะของอารมณ์โกรธไว้ว่า
1.คิดว่าตนเองถูกเสมอ ไม่มีถอยไม่มียอม 2.ขาดสติ ถูกชักจูงยุยงได้ง่าย 3.เรื่องเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ไม่รู้จักประนีประนอม และ 4.เกิดความคิดในแง่ลบอย่างต่อเนื่อง ระดับความรุนแรงของอารมณ์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนแต่ละคนจะมี “จุดเดือด” โกรธง่ายหรือยากไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประวัติภูมิหลังของคนคนนั้นว่าเป็นอย่างไร
ฉะนั้นนอกจากเรื่องของข้อกฎหมายแล้ว “การจัดการอารมณ์โกรธ” ไม่ให้ลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นฝ่ายยั่วยุด้วยคำพูดรุนแรงหรือฝ่ายที่ขาดสติจนใช้กำลังทำร้าย คงเป็น “ทักษะชีวิต” ที่ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมต้องรับรู้ และให้ความสำคัญเช่นกัน!!!