ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/271681

แพทย์เผยยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ทานต่อเนื่อง 3 เดือน มีโอกาสหาย 98%
ไวรัส คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่ออาศัยอยู่ในเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เช่น มนุษย์ หรือสัตว์ จะทำให้เกิดโรคตามชนิดของไวรัสนั้นๆ สำหรับ ไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) เป็นกลุ่มของไวรัสที่ติดเชื้อเซลล์ตับส่งผลให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับตามมา กลุ่มไวรัสตับอักเสบที่มีความสำคัญทางการแพทย์ คือ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี นับเป็นไวรัสตับอักเสบที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจาก 2 ชนิดนี้ ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การเกิดตับแข็งและมะเร็งตับได้

นายแพทย์สุนทร ชลประเสริฐสุข อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด พร้อมการรักษา โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบซี ที่ขณะนี้มียารับประทานและมีโอกาสหายขาดจากโรคถึง 98%
เริ่มที่ ไวรัสตับอักเสบเอ คือ ไวรัสตับอักเสบที่ติดต่อทางอาหารหรือนํ้า ที่ปนเปื้อนจากผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบเอรายอื่น อาหารที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ คือ อาหารจำพวกหอย จากการรับประทานแบบสุกๆ ดิบๆ ซึ่งยังคงมีเชื้อโรคอยู่ เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว ประมาณ 1 เดือน จะมีอาการไข้อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ และอาเจียน อาการดังกล่าวมักหายภายใน 2 สัปดาห์ และไม่มีผลเสียระยะยาวต่อตับ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง หรือตับแข็งจากโรคอื่นติดเชื้อไวรัสนี้อาจอันตรายต่อชีวิตได้
การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงต่อไวรัสตับอักเสบเอ จึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงดังกล่าว ร่วมกับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ จำนวน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน จะมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบบี มีรูปแบบการติดเชื้อเช่นเดียวกับการติดเชื้อเอชไอวี เช่น ทางเลือด ทางเข็ม ทางเพศสัมพันธ์ และมารดา
สู่บุตร เป็นไวรัสที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศไทย ในอดีตยังไม่มีการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ผลของการติดเชื้อเรื้อรังในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน บางรายเป็นเพียงพาหะแพร่เชื้อ บางรายตับอักเสบรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล บางรายอาจพัฒนาเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเพศชาย ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทุกราย ควรตรวจติดตามกับแพทย์อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อประเมินสภาวะของโรคและวางแผนการรักษา
การรักษา ปัจจุบันการรักษามี 2 วิธี คือการฉีดยากลุ่มอินเตอร์เฟอรอน และการรับประทานยาต้านไวรัสตับอักเสบบี ประสิทธิภาพในการรักษาในปัจจุบันถือว่ายังไม่ดี เป็นเพียงการควบคุมโรคเท่านั้น ไม่สามารถทำให้หายได้ สำหรับการฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถยับยั้งผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ได้
ไวรัสตับอักเสบซี มีรูปแบบการติดเชื้อทางเลือดเป็นส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้ที่ได้รับเลือดในอดีต นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยรักร่วมเพศชายกับชาย เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแล้ว จะทำให้เกิดการอักเสบของตับเรื้อรังเป็นผลให้เกิดพังผืดในตับมากขึ้นจนเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้

การรักษา การรักษาไวรัสตับอักเสบซี มีความรุดหน้ามากจนสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการรับประทานยาอย่างน้อย 2 ชนิด ซึ่งอาจเป็นแบบรวมในเม็ดเดียวกัน หรือแบบแยกเม็ด เพียงระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก็สามารถ “มีโอกาสหายจากการติดเชื้อได้มากกว่า 98%” เมื่อเทียบกับการรักษาในอดีต ด้วยการฉีดยาอินเตอร์เฟอรอน ร่วมกับรับประทานยาไรบาวิรินเป็นเวลา 24-48 สัปดาห์ โอกาสหายจากโรคประมาณ 40-70% อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยยารับประทาน 2 ชนิดนี้มีข้อจำกัดในแง่ของราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนยังไม่สามารถรักษาได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน จึงแนะนำเรื่องของการไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้ป่วยอื่น เช่นเดียวกับการป้องกันติดเชื้อเอชไอวี
ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสที่ต้องอาศัยพึ่งพาไวรัสตับอักเสบบีในการดำรงชีวิตอยู่รอดในเซลล์ตับ ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเท่านั้นที่จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดี รูปแบบการติดเชื้อมักมาจากทางเลือด ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน และสามารถหายได้เอง ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรังรุนแรงอยู่แล้ว อาจจะอันตรายถึงเสียชีวิตได้
การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา และการป้องกันสำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดนี้
ไวรัสตับอักเสบอี เป็นไวรัสตับอักเสบที่ระบาดในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน สำหรับประเทศไทยพบได้เป็นครั้งคราว มักได้รับเชื้อจากอาหารที่ปรุงไม่สุก เช่น เนื้อหมู หมูป่า หรือสัตว์ปีก นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อผ่านทางเลือดได้บ้าง เมื่อติดเชื้อจะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น โดยทั่วไปมักหายได้เอง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีเรื้อรัง นอกจากนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีขณะตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคตับรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์
การรักษา ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงต่อไวรัสตับอักเสบนี้ การป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่ และสะอาด จึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
ทั้งนี้ ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด ทุกชนิดสามารถก่อให้เกิดอาการตับอักเสบเฉียบพลันได้ เพียงแต่จะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นรายที่มีโรคตับเรื้อรังอย่างอื่นร่วมด้วย ไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความสำคัญมากทางการแพทย์ เพราะทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ การรักษาไวรัสตับอักเสบบี เป็นเพียงแค่การยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสและมักจะไม่หาย ซึ่งต่างจากไวรัสตับอักเสบซี ที่มีโอกาสรักษาให้หายได้มากถึง 98% นอกจากนี้ การดำรงชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะ และฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบียังสามารถลดโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น