ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/272655

สาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ แนะเคล็ดลับ รู้ รับ-จ่าย พัฒนาวิถีเกษตรสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน
ณัฐวรรณ ทองเกล็ด, รจนา บุญเพชร และ รจนา สอนชา
เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นทั้งผู้ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลครอบครัว แต่ปัจจุบันพวกเขายังมีปัญหาในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ ซึ่งจากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน และการแบกรับความเสียหายจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี
จากความต้องการดังกล่าว “โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย” อันเกิดจากความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง และสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ที่ต่างมองเห็น “คุณค่าร่วม” จากโครงการ จึงนำร่องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบจากความต้องการของพวกเขา เหมาะกับสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งเพื่อขยายผลการดำเนินโครงการระดับโลก 5by20 ของโคคา-โคลาที่มุ่งเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงที่ทำงานร่วมกันในการผลิตเครื่องดื่มที่ได้มาตรฐานระดับโลก 5 ล้านคน ภายในปี 2020 (พ.ศ.2563)

เกมเศรษฐี เพื่อเรียนรู้การบริหารจัดการแบบเข้าใจง่าย
หลังเริ่มดำเนินโครงการนำร่องในเดือนสิงหาคม 2559 ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 625 คน เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 600 คน และสิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้น และนี่คือสามเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ จากอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ
จี๊ด-รจนา บุญเพชร เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ “หาทางเลือก เพื่อทางรอด” เล่าว่า จากเมื่อก่อนขายอ้อยได้เท่าไร ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย โดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ขายอ้อยและใช้เงินที่ได้มาไปวันๆ นอกจากนี้ จี๊ดยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรมจากโครงการ แบ่งปันจากเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ทำให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น แก้ปัญหาในอดีตที่ต้องเหนื่อยและลงแรงไปเยอะ แต่ได้ผลผลิตไม่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้คือทางเลือกที่ช่วยให้จี๊ดมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน

จดบันทึกการเงิน ทางรอดชาวไร่อ้อยสตรีรุ่นใหม่
แหม่ม–ณัฐวรรณ ทองเกล็ด อดีตสาวแบงก์ที่ตัดสินใจกลับไปทำกิจการไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็น จากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการ และเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น จนเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว นอกจากนั้นแหม่มยังตระหนักได้ว่า ปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล
เนะ-รจนา สอนชา เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า อยากพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่า ถ้าสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ ทุกคนก็ย่อมทำได้ หากเราไม่ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลง ความยั่งยืนที่เราต่างต้องการก็จะไม่เกิดขึ้น จากการเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืน ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ ทำให้เนะสามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ย บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น เนะ หรือ หมอดินที่เพื่อนเกษตรกรด้วยกันเรียก เพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ยังถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิต