เมื่อหนูตูบกำลังจะกลายเป็น ‘คุณแม่’ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272329

เมื่อหนูตูบกำลังจะกลายเป็น ‘คุณแม่’ (ตอนจบ)

เมื่อหนูตูบกำลังจะกลายเป็น ‘คุณแม่’ (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้รู้จักเรื่องราวเบื้องต้นของการตั้งท้องในสุนัขกันมาแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นระยะการตั้งท้อง การอาบน้ำรวมถึงการให้ยาว่าทำได้หรือไม่อย่างไร สำหรับวันนี้เรามาคุยกันถึงชนิดและวิธีการให้อาหารของสุนัขตั้งท้องในแต่ละช่วงกันครับ

ควรลดหรือเพิ่มอาหารประเภทใดเป็นพิเศษหรือไม่

ถ้าตอบแบบกลางๆ (แบบกำปั้นทุบดิน) ที่สุด ก็คือ ให้สุนัขกินอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นเองครับ แล้วอาหารที่มีประโยชน์คืออะไรล่ะ?

ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป (ที่มีคุณภาพ) เราสามารถเลือกได้ว่า ใช้สูตรอาหารสำหรับสุนัขปกติ (สุนัขโต) ได้ครับ

อาหารสูตรปกติ ในปริมาณปกติ (หรือเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย)นี้สามารถใช้ได้ในช่วงหนึ่งเดือนแรกของการตั้งท้อง ทั้งนี้หากให้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ลูกสุนัขมีน้ำหนักตัวมาก ขนาดตัวใหญ่ และอาจเป็นผลให้คลอดยากตามมาได้ครับ

ส่วนเจ้าของสุนัขที่ใช้อาหารสดหรือเป็นอาหารปรุงเอง สิ่งที่ควรระวังคือ “การปรุงรส” (เพราะกลัวว่าจะไม่อร่อย) เช่น การใส่น้ำปลา ใส่ซอสปรุงรส หรือสารปรุงแต่งต่างๆ ลงไปในอาหาร ซึ่งถือว่าไม่มีความจำเป็นและอาจมีอันตรายต่อลูกสุนัขเสียด้วย

ดังนั้นควรเป็นอาหารที่มีรสชาติเป็นธรรมชาติ มีสารอาหารครบถ้วน บางบ้านอาจใช้ การต้มเนื้อสัตว์ ผสมตับ ไข่ และผัก แล้วคลุกข้าวให้กินก็ดูง่าย บ้านๆ และเป็นประโยชน์ต่อแม่สุนัขและลูกดีครับ

ในครึ่งแรกของการตั้งท้อง “ไม่ควร” เสริมแคลเซียมให้แม่สุนัข เนื่องจากร่างกายแม่สุนัขยังไม่ต้องการแคลเซียมในการสร้างน้ำนมและสร้างกระดูกของลูก (เนื่องจากเดือนแรกตัวอ่อนยังไม่มีการสร้างกระดูก) ที่สำคัญมารายงานว่าการได้รับแคลเซียมปริมาณสูงใช่ช่วงต้นของการตั้งท้อง จะทำให้การฝังตัวของมดลูกไม่ดีอีกด้วย แต่แคลเซียมจะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นมากในช่วงหลังของการตั้งท้อง ช่วงหลังคลอด และช่วงให้นมครับ

ส่วนช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้อง หรือเมื่อเข้าเริ่มสัปดาห์ที่4-5 แล้ว ท้องของแม่สุนัขจะเริ่มใหญ่ขึ้น ลูกสุนัขจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการสารอาหารในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อการพัฒนาการของระบบต่างๆ ในร่างกายนั่นเอง  ช่วงนี้ เจ้าของคงต้องพิจารณาเรื่องอาหารเป็นพิเศษ และต้องเน้นถึงคุณภาพของอาหารเหมือนเดิมครับ

หากกินอาหารสำเร็จรูป แนะนำให้เปลี่ยนอาหารมาเป็นสูตรเฉพาะสำหรับสุนัขตั้งท้อง หรือสูตรลูกสุนัข (Puppy) เนื่องจากอาหารสูตรลูกสุนัขนี้จะเป็นอาหารที่มีโปรตีน และแคลเซียมในปริมาณสูงกว่าสูตรอาหารสุนัขโตทั่วไป ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกสุนัขได้เป็นอย่างดี แต่จะขอเรียนเน้นว่าปริมาณอาหาร ที่ให้ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10-30%) เพื่อไม่ให้ขนาดตัวลูกสุนัขใหญ่จนเกินไป

การเสริมแร่ธาตุและวิตามินบางตัวจึงมีความจำเป็นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้องครับ ตัวที่ค่อนข้างมีความจำเป็นในสุนัขในช่วงท้ายของการตั้งท้องคือ แร่ธาตุแคลเซียม เนื่องจากต้องใช้เพื่อสร้างกระดูกให้ลูกสุนัข หมอมักพบว่าหลังคลอดแม่สุนัขที่เลี้ยงลูกเก่งๆ และมีลูกหลายตัวอาจมีปัญหาเรื่อง “ไข้น้ำนม หรือ Milk fever” ซึ่งเป็นภาวะแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำแม่สุนัขจะมีอาการตัวร้อน ไข้สูง สั่น เกร็ง และชักได้ครับ ดังนั้นการให้กินแคลเซียมเม็ดหรือให้กินนมจึงมีความจำเป็นในช่วงนี้ครับ (การให้แม่หมากินนมในกรณีที่ไม่เคยกินมาก่อน อาจทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้ จึงอาจต้องเริ่มให้กินทีละนิดและค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามลำดับ)

ในช่วงสองถึงสามวันท้ายของการตั้งท้อง หรือประมาณวันที่ 55 เป็นต้นไป ควรให้อาหารที่มีกากใยสูง เพื่อลดปัญหาการท้องผูกก่อนคลอดครับ

ขอเน้นว่า ในช่วงแรกของการตั้งท้องไม่ควรเพิ่มปริมาณอาหารจนเยอะเกินไป กล่าวโดยสรุปก็คือควรให้อาหารที่มีคุณภาพ ในปริมาณที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพและเรื่องความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ การอาบน้ำสามารถทำได้โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนแต่ไม่ควรทำความรุนแรงหรือทำให้สุนัขเครียดจนเกินไป การให้ยาต่างๆ ต้องเชื่อฟังคำแนะนำจากสัตวแพทย์ก่อนอย่างเคร่งครัด

หากเจ้าของใจร้อนอยากทราบว่าสุนัขของเราตั้งท้องหรือไม่สัตวแพทย์ก็อาจแนะนำให้ใช้การอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยัน ซึ่งทำได้ตั้งแต่ประมาณสามสัปดาห์ของการตั้งท้องครับ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ล่ะก็ การเอกซเรย์เพื่อดูจำนวนลูกสุนัขในมดลูกจากกระดูกที่มองเห็นในช่วง 45-50 วัน ของการตั้งท้อง ก็เป็นการยืนยันได้ดีครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment