ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/274849

ผู้สูงวัยกับยุคไซเบอร์ ท่องโซเชียลอย่างรู้ทันและลงตัว
ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา
เนื่องจากปัจจุบัน โลกก้าวไปสู่สังคมยุคดิจิตัลผู้สูงวัยหลายคนมีความตื่นตัวและเริ่มเรียนรู้การใช้เครื่องมือสื่อสารกันมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียลอย่าง ไลน์ และเฟซบุ๊ค อาจทำให้ในบางครั้งหลงเชื่อในเรื่องผิดๆ หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ ซึ่งอาจเกิดผลเสียให้กับตัวผู้ส่งและผู้รับสารได้ ด้วยความห่วงใย สมาคมบ้านปันรัก จึงจัดเสวนา “สูงวัยกับไซเบอร์ บาลานซ์อย่างไรให้ลงตัว” โดยมี ถ่ายเถาสุจริตกุล กรรมการ สยามซิมโฟนี ออเคสตร้า (ประเทศไทย) พร้อมด้วย ณภัสวรรณ จิลลานนท์ ผู้บริหารบริษัท สยามณุลักษณ์ จำกัด และเทรนเนอร์นักพัฒนาบุคลิกภาพ และ พัชรี วิริยธนสมบัติ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายพัฒนาบุคลากร บมจ.เอไอเอส ร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย ณ บ้านอารีย์
ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา นายกสมาคมบ้านปันรัก กล่าวว่า ปัจจุบันโลกเราเข้าสู่ยุคไซเบอร์กันแล้ว เราสามารถสื่อสารพูดคุยกันแบบเรียลไทม์ ตามเวลาจริง ณ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ ตลอดจนการพูดคุยกันกับคนหมู่มาก ไม่จำกัดเพาะบุคคลเหมือนในอดีต การพัฒนาของเครื่องมือสื่อสารสมัยก่อนได้ยินเพียงแค่เสียง แต่ยุคนี้มีทั้งสียง และภาพ เรียกว่ามีเพียงสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็สามารถเดินทางไปไหนได้อย่างสบาย ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีข้อดีแล้วข้อเสียย่อมต้องมีมา แต่ไม่ใช่อยู่ที่อุปกรณ์ เพราะเครื่องมือแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่คน แต่เป็นตัวบุคคลมากกว่าที่ต้องรู้จักวิธีการใช้ การแบ่งเวลา การทำให้ก่อเกิดประโยชน์ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่บางท่านอาจจะใช้ถึงขั้นเสพติด ต้องคอยเช็กมือถือ และโต้ตอบตลอดเวลา แม้ในยามค่ำคืนที่ตื่นมาเข้าห้องน้ำ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องส่องดูมือถือว่ามีใครส่งอะไรมาให้บ้างแต่ในขณะเดียวกันก็จะมีผู้สูงวัยที่ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างเชี่ยวชาญ และมีการแบ่งเวลาใช้ได้อย่างเหมาะสม และเกิดผลสูงสุดต่องาน และหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งท่านเหล่านี้จะมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองไปได้ไกล ไม่เป็นคนแก่ที่อยู่แต่ในบ้าน เก็บตัวเงียบ หากแต่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเพื่อน สังคมคนทั่วไป สำคัญที่สุดคือสังคมครอบครัว”

ถ่ายเถา สุจริตกุล กรรมการ
ด้าน ถ่ายเถา สุจริตกุล กรรมการ สยามซิมโฟนี ออเคสตร้า(ประเทศไทย) วัย 84 ปี เผยว่า “วิธีที่จะทำให้การเล่นเฟซบุ๊คมีประโยชน์ และมีเพื่อนคุยกับเรา คือจะไม่โพสต์คำไม่สุภาพ ไม่เอาความทุกข์มาให้เพื่อนในเฟซบุ๊คด้วยกัน ยิ่งการโพสต์เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย จะไม่โพสต์เลย เพราะทุกคนย่อมมีปัญหาของตัวเอง แม้ว่าการบอกเล่าความไม่สบายใจจะมีคนเข้ามาเห็นใจเรา แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะค่อยๆ หายไป เพราะคนที่จะแก้ปัญหาได้ดีคือ ตัวของเราเอง แต่สิ่งที่ตัวเองชอบโพสต์บ่อยๆ คือ เรื่องสนุกสนาน ป้อนมุขแปลกๆ เรื่องที่ดี หรือเรื่องที่เขาอยากจะฟัง เช่น การโพสต์บทกลอนที่แต่งขึ้นมาเอง โพสต์เรื่องหมาแมว ก็จะทำให้มีคนสนใจเข้ามากดไลค์ เพราะเรื่องดังกล่าวสร้างความสบายใจให้กับผู้ที่มาติดตามเรา”
น้อย-ณภัสวรรณ จิลลานนท์ ผู้บริหารบริษัท สยามณุลักษณ์จำกัด และเทรนเนอร์นักพัฒนาบุคลิกภาพ ในวัย 66 ปี เผยว่า “สำหรับกฎเหล็กในการใช้เล่นเฟซบุ๊คของตัวเองอย่างแรกเลย คือจะไม่โพสต์เรื่องทุกข์ เช่น การเจ็บป่วย หรือการใช้คำพูดหยาบคาย รวมไปถึงการกดไลค์ข้อความที่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร หรือแม้แต่เพื่อนโกรธแล้วไปด่าผู้อื่น จะไม่กดไลค์เลย มันจะกลายเป็นการเอาใจเพื่อน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะมันสะท้อนถึงตัวตนของผู้ที่โพสต์ข้อความไม่สุภาพ ในเฟซของตัวเองจะมีแต่สิ่งสวยงาม และก็จะไม่โพสต์หรือไม่ติดตามผู้ที่ขายของในโลกออนไลน์ เพราะการขายของทำให้คนเบื่อ

ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา พร้อมด้วย ถ่ายเถา สุจริตกุล, ณภัสวรรณ จิลลานนท์ และ พัชรี วิริยธนสมบัติ ร่วมเสวนา
“อายุมากแล้วทำอะไรต้องไตร่ตรอง เป็นแม่แบบที่ดีกับคนรุ่นหลัง อย่าใช้คำว่าผู้สูงวัยมาเป็นข้ออ้าง ว่าจะทำอะไรก็ได้ ต้องใช้ประสบการณ์ของตัวมาเป็นต้นแบบให้คนอื่น ทุกวันนี้ยังเรียนรู้สิ่งดีๆ จากคนอื่น สอนตัวเองอยู่ทุกวัน และจะไม่คิดเข้าข้างตัวเอง พยายามปรับตัวเข้าหาคนอื่น ไม่ใช่ให้คนอื่นปรับมาหาเรา อยากให้ทุกคนมีสติคิดตรองก่อนจะสื่อสารอะไรออกไป”
ทิ้งท้ายกับข้อคิดดีๆ ในการใช้โซเชียล จาก ผศ.ดร.วีรณัฐโรจนประภา นายกสมาคมบ้านปันรัก ที่ว่า เพื่อสัมพันธภาพที่ดีของคนในครอบครัว และคนรอบข้างแนะนำให้ใช้ “หลักธรรมหัวใจ 4 ห้อง” คือ“หัวใจเมตตา” หรือการที่เราติดตามเขา ก็เพื่ออยากให้เขามีชีวิตที่ดีหรือหากข้อความในโลกออนไลน์มีเรื่องน่าสงสาร ก็ให้ใช้หลัก “หัวใจกรุณา” ถ้ามีอะไรที่พอช่วยเหลือได้ก็ให้ทำ เช่น การนำหนังสือเรียนของลูกไปบริจาคให้กับเขา แต่ถ้าเราเห็นโพสต์ที่เขามีความสุข ก็ให้เสพสิ่งเหล่านี้ด้วย “หัวใจมุทิตา” โดยไม่อิจฉาตาร้อน แต่ควรช่วยเป็นกำลังใจและส่งเสริมให้เขาเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป สุดท้ายถ้าเราเห็นข่าวสารหรือสิ่งที่เลวร้ายจนเกินที่เราจะช่วยเหลือได้ ก็ให้ใช้หลัก “หัวใจอุเบกขา” ในที่นี้คือ การวางเฉย ซึ่งไม่ใช่การตอกย้ำ แต่ให้มองว่าเป็นเรื่องบุญกรรมที่ทำมา แต่เมื่อมีโอกาสก็ควรหาทางช่วยเหลือเขา