เปิดตัว ‘พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส’ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ต้นแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274992

เปิดตัว ‘พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส’ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ต้นแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

เปิดตัว ‘พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส’ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ต้นแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงพลังงาน ประธานในพิธี พร้อมด้วย เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกก.ผจญ. บมจ. ปตท.,อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดตัวเทคโนโลยีต้นแบบรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า “พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส”

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ “พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส”รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือกสนองนโยบายรัฐมุ่งหวังเป็นต้นแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต ที่เกิดจากความร่วมมือ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นโครงการนำร่องการใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ตามแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานในพิธีพร้อมด้วย เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร รวมถึงแขกผู้มีเกียรติร่วมกันเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณหน้าศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน 2560

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน การผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่จัดหาได้เองในประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่กระทรวงพลังงานมุ่งมั่นดำเนินการให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยกระทรวงพลังงานมีแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ให้เกิดการใช้งานจริง ด้วยแผนการดำเนินการ 3 ระยะ ซึ่ง พีทีที กรุ๊ป อีวี บัสถือเป็นอีกหนึ่งโครงการตามแผนงานระยะที่ 1 ซึ่งเน้นการนำร่องการใช้งานในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ และจะขยายผลไปสู่การมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบการจัดการต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในที่สุด

ด้าน เทวินทร์ วงศ์วานิช เปิดเผยว่า “พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าต้นแบบ ที่เกิดขึ้นจากองค์ความรู้ของกลุ่ม ปตท. ผลิตขึ้นใหม่ในไทย เป็นไปตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติ และประกาศต่างๆ ด้านการจราจรของหน่วยงานภาครัฐที่มีการประกาศใช้ในประเทศ มีขนาดเทียบเท่ารถมินิบัส โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3 คัน ประกอบด้วยรถโดยสารทั่วไป 2 คัน และรถที่มีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษรองรับผู้พิการ1 คัน แต่ละคัน สามารถรองรับผู้โดยสารนั่งได้จำนวน 20 คน ผู้โดยสารยืนจำนวน 20 คน รวม 40 คน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบปรับอากาศภายในตัวรถ กักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมขนาด 35.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) สำหรับรถโดยสารทั่วไป และ ขนาด 80 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) สำหรับรถที่มีอุปกรณ์พิเศษเพื่อผู้พิการ ใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็ว 20 นาที และแบบปกติ 2 ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทาง30 กิโลเมตร และ 60–100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทของแบตเตอรี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งได้มีการติดตั้งจุดชาร์จ ณ อาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับส่งพนักงานในกลุ่ม ปตท. ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และประชาชนที่มาติดต่องาน เพื่อทดแทนการใช้รถโดยสารแบบเดิม โดย พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส จะวิ่งในเส้นทางอาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS/ MRT หมอชิต/ จตุจักร

ปัจจุบัน ปตท. ได้เปิดตัวสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้แก่ จุดชาร์จ ณ อาคาร ปตท.สำนักงานใหญ่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ในฐานะหน่วยงานในการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน พร้อมสนับสนุนนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนของภาครัฐ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดมลภาวะทางอากาศและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศอีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตอันใกล้ของประเทศอีกด้วย”

Leave a comment