ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/274401

‘ไทย-จีน-ทิเบต’ สานสัมพันธ์‘ศาสนา-ท่องเที่ยว’
ทิเบต (Tibet) ดินแดนที่ถูกเรียกว่าเป็น “หลังคาโลก” เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,600 เมตร ชนชาวทิเบตนั้นถือว่ามีประวัติศาสตร์เก่าแก่ไม่ต่างจาก ชาวฮั่นที่หมายถึงชาวจีน โดยย้อนไปได้ถึงยุคก่อนคริสตกาลที่ยังอยู่อาศัยกันแบบชนเผ่า กระทั่งเกิดเป็นสังคมเมืองขึ้นครั้งแรกช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในชื่อ “อาณาจักรถู่ปัว”หรือ “ทู่ป๋อ-ทู่ป้อ” ตามสำเนียงที่ปรากฏในวรรณกรรมแนวกำลังภายใน ตรงกับสมัย ราชวงศ์ถัง ของจีน และมีความสัมพันธ์กับจีนมาตลอด จนถึงยุคที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2494

ปัจจุบัน ดินแดนทิเบต มีชื่อเต็มว่าเขตปกครองตนเองทิเบต (Tibet AutonomousRegion) อยู่ภายใต้รัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีเนื้อที่ 1,228,400 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศไทยที่มีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตรกว่าเท่าตัว อีกทั้งยังเป็นเขตปกครองพิเศษที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน รองจาก เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uyghur Autonomous Region) ที่มีเนื้อที่ 1,664,897 ตารางกิโลเมตร ทว่าเมื่อดูจำนวนประชากร พบว่า ทิเบตมีประชากรอยู่เบาบางที่สุดหากเทียบกับเขตปกครองอื่นๆ คือมีเพียงราวสามล้านคนเศษๆเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย ที่แม้ระยะทางจะห่างไกลจากทิเบตอยู่มาก แต่ในด้าน จิตวิญญาณแล้วถือว่ามีความผูกพันร่วมกัน เนื่องจากทั้ง 2 ดินแดนต่างมี ศาสนาพุทธ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของประชากรส่วนใหญ่ แม้จะเป็นพุทธคนละนิกายก็ตาม กล่าวคือ ไทยนั้นนับถือนิกายเถรวาท (หินยาน) ส่วนทิเบตนับถือนิกายวัชรยาน ขณะเดียวกัน ด้วยทัศนียภาพอันสวยงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย ทำให้หลายคนอยากจะไปเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง “สภาพการณ์และโอกาสความร่วมมือไทย-ทิเบต” ณ อาคารธรรมนิติ ซ.ประชาชื่น 20 ถ.ประชาชื่น กรุงเทพฯ โดยในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากท่าน Duoji Ceren ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานสภาประชาชนแห่งเขตปกครองตนเองทิเบต (Deputy to the People’s Congress of the Tibet Autonomous Region) ร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย
ท่าน Duoji กล่าวว่า ทิเบตกับไทยมีจุดที่คล้ายกัน คือต่างก็นับถือศาสนาพุทธมีชาวพุทธอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ในทิเบตมีวัดอยู่จำนวน 1,780 แห่ง มีพระสงฆ์และแม่ชีรวม 46,000 รูป อย่างไรก็ตาม ในทิเบตยังมีผู้นับถือศาสนาอื่น อาทิ ความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิม รวมไปถึงศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ และ “อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ” แม้จะมีความเชื่อแตกต่างกันก็ตาม ที่สำคัญ ปัจจุบันทางการจีนยังให้เสรีภาพประชาชนในการเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนา ไม่ได้มีการห้ามแต่อย่างใด
“ถ้าหากในวัดเราจะทำกิจกรรมทางศาสนาขนาดใหญ่ แต่ในบ้านจะเป็นกิจกรรมขนาดเล็ก เช่น ถ้าในครอบครัวมีใครเสียชีวิต ก็สามารถเชิญพระมาทำพิธี อ่านคัมภีร์ในบ้านนั้น 7 วัน 49 วัน ในประเทศจีน เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ห้ามนับถือศาสนา แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปมีสิทธิ์ในการนับถือศาสนาได้” ผู้แทนจากทิเบต ระบุ
ท่าน Duoji กล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาวทิเบตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก อาทิก่อนปี 2494 ทิเบตมีประชากรที่ไม่รู้หนังสือถึงร้อยละ 95 ทำให้รัฐบาลจีนต้องเร่งพัฒนาด้านการศึกษา มีการให้เด็กๆ เรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ชั้นปฐมวัยจนถึงมัธยมปลาย และหากเป็นครอบครัวยากจน นอกจากเรียนฟรีแล้วยังได้รับค่าที่พักและค่าอาหารด้วย เช่นเดียวกับด้านการสาธารณสุขที่ได้รับการปรับปรุง ทำให้จากเดิมชาวทิเบตมีอายุขัยเฉลี่ย 35.5 ปีทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 61.2 ปี

หรือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ที่รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณ3 พันล้านหยวน หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่ออนุรักษ์และบูรณะโบราณสถาน-โบราณวัตถุในทิเบต ภาษาทิเบตถูกยกเป็นภาษาทางการในพื้นที่ควบคู่กับภาษาจีนกลาง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โครงการขนาดใหญ่ เช่น ถนนประเภททางหลวง โรงไฟฟ้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ต้องผ่านการศึกษาประเมินอย่างละเอียด มีมาตรฐานควบคุมอย่างเข้มงวด หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ไม่อาจก่อสร้างได้
“ทิเบตให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมาก แม้จะเริ่มทีหลังประเทศไทยแต่หลายปีมานี้ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในปีที่แล้ว (2559) มีนักท่องเที่ยว 23 ล้านคน ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวที่ทิเบต ขณะเดียวกันโครงสร้างการคมนาคมก็กำลังมีการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลจีน ความร่วมมือระหว่างทิเบตกับประเทศไทยจะมีสภาพสดใสอย่างกว้างขวางมาก” ผู้แทนจากทิเบต กล่าว
มุมมองจากฝ่ายไทย อาทิ พระมหาชะเอม สุวีโร ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า “ประเทศจีนไปถึงที่ไหน ศาสนาพุทธมหายานก็ไปถึงที่นั่น” จากที่เคยเดินทางไปประเทศจีนมา มีนักวิชาการท่านหนึ่งจาก มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) กล่าวว่า ยุคนี้ประเทศจีนเจริญอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือเศรษฐกิจ ส่วนอีกอย่างคือพุทธศาสนา เห็นได้จากมีวัดทั่วแผ่นดินจีนราว 1 แสนวัด
“มหาจุฬาฯกับประเทศจีนก็มีความคุ้นเคยกัน อย่างปีก่อน (2559) อาตมาก็เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย ไปที่เมืองต้าลี่ซึ่งเมืองต้าลี่มีความสำคัญคือ พุทธศาสนาทั้ง 3 นิกายมาอยู่รวมกัน มหายานอยู่ที่นี่ เถรวาทก็มาถึง แล้วก็วัชรยานของทิเบตเขาก็มาที่นี่ ก็ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ได้ช่วยเหลือพุทธศาสนา

แล้วท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านก็ให้นโยบายกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของมหาจุฬาฯว่าท่านให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นอย่างมาก ถ้าประเทศจีนช่วยเหลือ พุทธศาสนาก็จะอยู่รอด แต่ถ้าจีนซึ่งมีประชากรมากไม่ช่วยเหลือ ก็คงจะลำบาก” พระมหาชะเอม ระบุ
เช่นเดียวกับ นายสมชาย พิพัฒนนันท์ ผู้แทนจากสมาคมการค้าท่องเที่ยวไทย-จีน กล่าวว่า ทิเบตเป็นสถานที่หนึ่งที่มีผู้คนอยากเดินทางไปท่องเที่ยว แต่ในอดีตการเดินทางทำได้ยากลำบากอีกทั้งมีข้อมูลน้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทราบว่าทิเบตมีรถไฟความเร็วสูงไปถึงแล้ว ก็เป็นทางเลือกในการไปท่องเที่ยวได้ จึงเสนอแนะว่า ภาคการท่องเที่ยวของทิเบตน่าจะมีการจัดแผนประชาสัมพันธ์รับรองการท่องเที่ยว เพื่อนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวไทย
“ขณะเดียวกันก็หวังว่า ทิเบตจะส่งนักท่องเที่ยวจากทิเบตมาเที่ยวเมืองไทยด้วย”นายสมชาย ฝากทิ้งท้าย