วิจัยชี้ ‘บ้าน’ ไม่ปลอดภัย แหล่งแพร่ ‘ควันมือสอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275423

วิจัยชี้ ‘บ้าน’ ไม่ปลอดภัย แหล่งแพร่ ‘ควันมือสอง’

วิจัยชี้ ‘บ้าน’ ไม่ปลอดภัย แหล่งแพร่ ‘ควันมือสอง’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำรวจสุขภาพประชาชนไทย เผย คนไม่สูบบุหรี่ แต่ได้รับควันมือสองที่ “บ้าน” มากสุด นักวิจัย ระบุ “เด็ก-ผู้หญิง-ผู้สูงวัย” ถูกทำร้ายทางอ้อม ส่งผลเสี่ยงหอบ-หืด ป่วยง่ายแนะเร่งรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่ที่บ้าน พร้อมศึกษาข้อมูลกฎหมายควบคุมสูบบุหรี่ในบ้าน อีกทางเลือกเพื่อปกป้องคนไม่สูบ

รายงานผลสำรวจระบุ 34 ล้านคน “เสี่ยงทั้งๆ ที่ไม่สูบบุหรี่” เผย “บ้าน” แหล่งรับควันมากสุด ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 5 (พ.ศ.2557) โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมมือกับสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ สำรวจประชากรจาก 20 จังหวัด ในทุกภูมิภาค รวมถึงกรุงเทพฯ โดยการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป รวม 19,468 คน

ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร

ประเด็นการสำรวจในหัวข้อ “การได้รับควันบุหรี่มือสองของคนไทย” โดยการวิจัยได้ใช้กลุ่มประชากรตัวอย่างจำนวน 19,468 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป คิดเป็นประชากรที่ไม่สูบบุหรี่จำนวน 48 ล้านคน คนสูบบุหรี่จำนวน 10 ล้านคน โดยพบว่า มีคนที่ไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่นสูงถึง 72.6% หรือคิดเป็นประชากรกว่า 34 ล้านคน ที่ได้รับควันบุหรี่จากผู้ที่สูบบุหรี่

โดยสถานที่ได้รับควันบุหรี่บ่อยที่สุดคือ บ้าน 56.3% หรือคิดเป็นประชากรกว่า 19 ล้านคนรองลงมาคือ ที่ทำงาน 46.1% ที่ร้านอาหาร 35.6% และสถานที่ขนส่งสาธารณะ 25% โดยผู้หญิงได้รับควันบุหรี่ที่บ้านมากกว่าผู้ชาย 68.5% และ 44.1% ตามลำดับ ซึ่งพบว่าจำนวนนี้ไม่แตกต่างจากที่เคยสำรวจ เมื่อปี พ.ศ.2552 โดยสถานที่ได้รับควันบุหรี่ของผู้ได้รับควันบุหรี่บ่อยที่สุดคือที่บ้าน เช่นเดียวกัน คือ 55%

ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล เครือข่ายนักวิจัยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้ความเห็นต่อรายงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 5 ถึงผลการศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการได้รับควันบุหรี่มือสองที่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ส่วนบุคคลนั้น กำลังกลายเป็นแหล่งสำคัญที่ทำร้ายคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง/แม่บ้าน ผู้สูงอายุ ซึ่งถ้าคนในบ้านมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ก็จะยิ่งส่งผลให้อาการป่วยแย่ลงหรือฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เด็ก จากงานวิจัยต่างประเทศระบุชัดเจนว่า ควันบุหรี่ส่งผลให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคหอบ หืด โรคภูมิแพ้ และมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ นอกจากนั้นยังส่งผลให้เด็กเกิดความเคยชินจนมองเรื่องการสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ และอาจตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่ในอนาคตได้

ทั้งนี้ ศ.นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์ของทีมวิจัยสรุปสาเหตุของปัญหาได้ว่า การรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่ในบ้านของประเทศไทยยังน้อยมาก รวมไปถึงการสื่อสารของคนในครอบครัวที่ยังมีความเกรงใจกัน เช่น พ่อสูบบุหรี่ คนเป็นลูกก็ไม่กล้าที่จะบอก หรือคนเป็นแม่เองก็อาจจะรู้สึกว่ามีอำนาจในการต่อรองน้อย จึงไม่กล้าที่จะห้ามปรามอย่างตรงไป ตรงมา เพราะอาจจะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ขณะเดียวกันกฎหมายในบ้านเรามุ่งเน้นห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและถือว่าเป็นจุดแข็ง แต่ในทางกลับกันการศึกษาครั้งนี้พอจะบอกได้ว่า “บ้าน” ซึ่งเป็นที่ส่วนบุคคลและน่าจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับกลายเป็นจุดอ่อนจากการเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ เพราะเมื่อนโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเข้มงวด บ้านจึงเสมือนจุดผ่อนปรนของคนสูบบหรี่ เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุมผลกระทบตามมาจึงเกิดกับคนใกล้ชิดโดยตรง

สำหรับแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ในบ้านของประเทศไทยนั้น ศ.นพ.วิชัย เสนอว่า ควรรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนถึงพิษภัยที่เกิดจากบุหรี่ในบ้านให้เข้มข้นขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเกิดความตื่นตัวในเรื่องนี้ โดยยํ้าให้เห็นว่าคนที่ได้รับผลกระทบเป็นคนในครอบครัวไม่ใช่คนอื่นไกล รวมถึงผู้ที่อาศัยในบ้าน คอนโด แฟลต เป็นต้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ฯลฯ สามารถเป็นผู้นำในการสร้างความตระหนักรู้ได้ดี ตลอดจนการรณรงค์ให้ความรู้กับเด็กและเยาวชนในโรงเรียน ให้มีภูมิความรู้เป็นเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจากการสูบบุหรี่ในบ้านของผู้ปกครอง สามารถที่จะสื่อสารบอกถึงความไม่ต้องการรับควันจากคนสูบบุหรี่ได้

ส่วนมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการสูบบุหรี่ในบ้านนั้น มองว่า อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหา แต่เป็นประเด็นละเอียดอ่อน จะบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป

Leave a comment