ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/277225

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘อนุสรณ์สถานแห่งชาติ’ ภูมิประวัติศาสตร์การทหาร
พิพิธภัณฑ์ที่ร่วมจัดงาน
เมื่อวันที่ ๒๑-๒๔ มิถุนายน นี้ มีงานที่น่าสนใจงานหนึ่งคือ รักชาติเฟสติวัล เป็นงานที่พิพิธภัณฑ์ต่างๆ มาร่วมกันให้ความรู้กับนักเรียนและคนทั่วไป ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถานที่สร้างขึ้นในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่บูรพมหากษัตริย์และวีรชนไทยผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณทางแยกต่างระดับ ช่วงถนนวิภาวดีรังสิตบรรจบกับถนนพหลโยธิน ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานี ในพื้นที่ ๓๘ ไร่ ๑ งาน ๙๗ ตารางวา ปัจจุบันกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดูแล การสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติแห่งนี้เกิดขึ้นจากดำริของ พลเอก สายหยุด เกิดผล ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ซึ่งเห็นว่าที่ผ่านมานั้นได้จัดสร้างอนุสาวรีย์เพื่อบรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในสงครามต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ทหารอาสาเป็นที่ระลึกสำหรับผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ ๑อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ สำหรับเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำหรับกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ยังมีการสู้รบเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง เช่น สงครามเกาหลีสงครามเวียดนาม การปราบปรามผู้ก่อการร้าย มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพเป็นประจำทุกปี แต่อัฐิของผู้พลีชีพเพื่อชาติเหล่านี้ยังคงเก็บรวบรวมไว้ และยังมิได้จัดสร้างถาวรวัตถุขึ้นเป็นอนุสรณ์อย่างสมเกียรติ กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์วีรชนแห่งชาติเป็นส่วนรวม โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เวลา ๑๖.๓๐ น. เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชทานนามสถานที่นี้ว่า “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ” การจัดแสดงนั้นได้มุ่งเน้นสาระความรู้ให้เป็นอนุสรณ์แก่ผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ และจารึกนามผู้กล้าหาญเหล่านี้ไว้ให้สถิตสถาวรสืบไป เป็นสถานที่แสดงประวัติวีรกรรม และเหตุการณ์รบครั้งสำคัญต่างๆ ให้เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้นในอดีต อันเป็นผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และให้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ และพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป นับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และสมรภูมิการสู้รบที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง โดยมีการนำดินจากสมรภูมิสำคัญในอดีต รวม ๑๐ แห่ง ได้แก่ดินสมรภูมิไทยรบขอม สมัยสุโขทัย ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ในสงครามยุทธหัตถี พ.ศ.๒๑๓๕ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ในศึกบางระจัน พ.ศ.๒๓๐๘ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่ค่ายโพธิ์สามต้น พ.ศ.๒๓๑๐ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่ตำบลบางแก้ว ราชบุรี ในศึกบางแก้ว พ.ศ.๒๓๑๗ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่ทุ่งลาดหญ้า กาญจนบุรี ในสงคราม ๙ ทัพ พ.ศ.๒๓๒๘ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ในศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่เมืองเชียงใหม่พ.ศ.๒๓๔๕ ดินสมรภูมิไทยรบพม่า ที่เมืองเชียงแสน พ.ศ.๒๓๔๗ และดินสมรภูมิไทยรบลาว ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ นครราชสีมา พ.ศ.๒๓๖๙ โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ทำการตรวจสอบชั้นดิน เพื่อให้ได้ดินที่อยู่ในช่วงเวลานั้น

แผนที่-สมรภูมิรบ
อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหารนั้นสร้างมีลักษณะคล้ายป้อมค่ายหอรบสมัยโบราณ จัดแสดงหุ่นจำลองเหตุการณ์สงครามสมัยใหม่ที่กองทัพไทยได้ปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ ๕ สงคราม คือ สงครามโลกครั้งที่ ๑กรณีพิพาทอินโดจีน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอาคารภาพปริทัศน์นั้นเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยม ผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลม มีจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือนายปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงภาพเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษ ที่ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องและรักษาเอกราชของชาติ ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยผ่านงานศิลปกรรมและผ่านการถ่ายทอดวิทยากรผู้รู้อย่างน่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง

ดินจริงจากสมรภูมิรบ

มาสคอตสี่เหล่าทัพ

อาคารอนุสรณ์สถานแห่งชาติ