Star Retro : ‘ตุ่ม-ประทุม มิตรภักดี’ จาก ‘นางกุลา’ ในตำนาน สู้บทบาท.. ผู้กำกับละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289559

Star Retro : ‘ตุ่ม-ประทุม มิตรภักดี’ จาก ‘นางกุลา’ ในตำนาน สู้บทบาท.. ผู้กำกับละคร

Star Retro : ‘ตุ่ม-ประทุม มิตรภักดี’ จาก ‘นางกุลา’ ในตำนาน สู้บทบาท.. ผู้กำกับละคร

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุ้นหน้าคุ้นตาทางหน้าจอ 7 สี จากบทบาทการแสดงในละครหลายๆ เรื่องของค่ายดีด้า สำหรับ “ประทุม มิตรภักดี” แต่บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเธอผู้นี้คือผู้กำกับการแสดง ที่ฝากฝีมือการกำกับละครมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง จากงานเบื้องหน้าเป็นประสบการณ์ไปสู่งานเบื้องหลัง กับชีวิตวันนี้ที่เธอพร้อมบอกเล่าให้เราได้ฟัง

เริ่มต้นเข้าวงการเลยนี่คือจำความไม่ได้ ด้วยความที่คุณพ่อ (ประพัศ มิตรภักดี)และคุณแม่ (อุทัย ร่มรื่น) ของเราเป็นนักแสดงรุ่นเก่าและเป็นที่ปรึกษาให้กับ “คุณลุงหรั่ง” (ไพรัช สังวริบุตร) คุณลุงก็จะพูดว่าเราติดตามพ่อแม่ไปเรียกว่าโตในกองถ่าย คุณลุงหรั่งเลยเล่าประวัติเราว่าเล่นละครตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เพราะว่าแม่เราเล่นละครในขณะที่ท้องเรา พอเกิดมาก็ถูกเอาไปเลี้ยงที่กองถ่าย คุณพ่อไปเล่นละครก็ผูกผ้าขาวม้ากับรถกองถ่ายแล้วแกว่งลูกไปด้วย คนในกองก็ช่วยกันเลี้ยงเรา “อาน้อย”(กเก่งทุกทาง)ซึ่งเป็นศิลปกรรมรุ่นดึกดำบรรพ์ของดาราฟิล์ม สมัยนั้นยังไม่มีดาราวิดีโอ อาน้อยก็จะเป็นคนเลี้ยงคนนั้นเลี้ยงทีคนนี้เลี้ยงที รวมไปถึง“ป้าใหญ่” แม่ของ “พี่ตุ๋ย-มนฤดี” แล้วก็ “พี่เม้า” พอโตมาจำความได้มั่งไม่ได้มั่งก็คือเล่นเรื่อง “ขุนแผน” บทอะไรเราก็เล่นหมด เป็นนางวันทองตอนเด็กคู่กับ “พี่ลอร์ด” (สยม สังวริบุตร) วิ่งไล่กันไปมาลุงหรั่งก็จะคอยเอาไม้เรียวไล่ตี เล่นละครมาเรื่อยๆ จนโต

บทบาทแจ้งเกิดในฐานะนักแสดง

เรื่อง “สางเขียว” ซึ่งเป็นละครผี เราไม่คิดว่าเราจะได้รับบทอย่างนั้นเลยนะคะ คือ “พี่ติ๋ม” (เพ็ญลักษณ์ อุดมสิน) โทร.มาหาแล้วบอกว่าลุงหรั่งให้มาเล่นเป็นนางช้อย เราก็เอออะไรก็เล่นไป คือเรายังเด็กก็อยากหาเงินช่วยที่บ้าน เขามีให้ถ่ายไตเติ้ลด้วยนะ แล้วได้ตังค์ไหม (หัวเราะ) คือถามเลย พอไปเล่นวันแรกตายเลยเราก็งงถ่ายไตเติ้ลด้วยแล้วทำไมมาวันแรกตาย สรุปคือเล่นเป็นผีสมัยก่อนนักแสดงจะไม่ได้บทก็เลยไม่รู้ว่าบทเราจะเป็นยังไงต่อไป สรุปคือไม่ได้เป็นตัวเดินเรื่องนะคะแต่เป็นตัววิ่งค่ะวิ่งมันทั้งเรื่องเลย เพราะว่าเป็นผีดิบ ซึ่งพ่อเราในเรื่องเป็นหมอผีก็เลยช่วยชีวิตเราที่โดนผีสางเขียวดูดเลือด แต่ว่าไม่ตายก็เลยกลายเป็นครึ่งผีครึ่งคน แล้วเราก็ต้องไปรักผู้ชายคนนึงตามวิ่งบอกรักผู้ชายคนนั้นทั้งเรื่อง คนก็เลยจำได้ หัวฟูใส่กางเกงขาสั้น

ร้ายจนคนดูอินนอกจอ

พอแจ้งเกิดจากช้อยก็มาเล่นเรื่อง “โสนน้อยเรือนงาม” เป็นเรื่องที่สองก็ดังอีกสมัยนั้นเรายังไม่มีโทรศัพท์ ลุงหรั่งก็ให้ป้าของพี่ลอร์ดโทร.ไปให้เรามาเล่นเป็นนางกุลา เล่นได้อยู่แล้วเพราะเราก็ไม่สวย (ยิ้ม) แล้วจะมีคนพากย์เสียงให้ เราเล่นใหญ่อยู่แล้ว ก็ดังเป็นที่รู้จักของคนดูจนเดินตลาดไม่ได้ค่ะคนเอามะนาวปาหัว ตกใจมากคือหันไปทุกคนนิ่งหมดเลย เราก็ไม่โกรธนะเรารู้ว่าเราเป็นนักแสดงแต่กลัวเพราะว่าเราก็ยังเด็กอยู่อายุสิบกว่าปีเอง กลับบ้านไปบอกแม่ว่าไม่ไปเดินตลาดแล้วนะโดนมะนาวปาหัวมา หลังจากนั้นก็เลยไม่เดินตลาดพักนึงและอีกเหตุการณ์คือไปโชว์ตัวที่เชียงคานคนอื่นเข้าขึ้นเวทีกันก็ปกติ แต่พอพิธีกรบอกว่าขอเชิญดาวร้ายนางกุลาเท่านั้นแหละ คนข้างล่างก็ปาก้อนหินขึ้นมาจนไฟสปอตไลต์แตกเราก็ตกใจทหารต้องเข้ามาป้องกัน ถึงเขาจะอธิบายว่านั่นเป็นการแสดงแต่คนเขาก็ไม่ฟัง รู้สึกกลัวมากตอนนั้น มีคนเดียวที่ไม่ได้ขึ้นโชว์เขาเลยต้อนเราขึ้นรถตู้และพากลับที่พัก ซึ่งเราก็ร้องไห้เลยนะ มันเหมือนมีองครักษ์มาป้องเรา นั่นเป็นฟีดแบ๊กของการเล่นละครที่คนอินมากที่สุด จนเดินตลาดไม่ได้อีกนาน และเวลานั่งรถเมล์ไปไหนเราก็พยายามกดหน้าลงนะไม่ให้คนเห็น

ขโมยซีนจนแจ้งเกิดอีกครั้ง

เล่นละครมาเรื่อยๆ มารุ่นหลังที่คนดูชอบก็มี “บ่วงหงส์” เป็นการกลับมาสร้างชื่อเสียง อีกครั้ง แต่ก็ต้องขอบคุณคนที่ในยุครุ่นเราที่จดจำกันได้ในบทนางกุลาแล้วก็นางช้อย คือจะเป็นที่ขนานนามเลยว่าอีช้อย อีกุลาตลอด (หัวเราะ) มาเล่นเป็นหนูแดงในบ่วงหงส์คนก็ยังจำได้ว่าเป็นนางกุลา เขาก็บอกว่าจำเราได้เราหายไปนานเลยซึ่งก็อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้หายไปไหนคือเราเป็นคนเบื้องหลัง และเล่นเป็นตัวนางกำนันพี่เลี้ยง ก่อนหน้านั้นที่เล่นเป็นนางสนมนางกำนันเราเล่นเป็นคนดีนะ พอมาแจ้งเกิดโสนน้อยเรือนงามตั้งแต่นั้นถูกวางให้เป็นตัวร้ายตลอดเลย (หัวเราะ) แล้วก็ได้กลับมาเล่นเป็นคนดีในบ่วงหงส์คือตัวนี้มันต้องใสซื่อเป็นตัวตาม“พี่ท็อป- ดารณีนุช” เราก็เลยเติมอะไรเข้าไปเดินชนนุ่นชนนี่แล้วพี่ท็อปเขาก็ส่งให้เราด้วยก็เลยกลายเป็นตัวขโมยซีนเลยได้กลับมาอีกครั้งคนก็เรียกว่าหนูแดง

ชีวิตที่ต้องสู้

เดิมทีเราเป็นนักแสดงซึ่งชีวิตเรารู้ว่าการอยู่กองเขาทำอะไรกันบ้าง บางวันไม่ได้กลับบ้าน พี่ลอร์ดก็ให้มาทำเบื้องหลังแต่เราไม่ทำ พอไม่ทำเราก็ห่างหายไปมีอยู่ช่วงหนึ่งเรารู้สึกว่าเราต้องหาเงินแล้ว บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรแม่เป็นแม่ค้ามีงานแสดงก็ไปเล่น พ่อก็เป็นศิลปินเล่นลิเกทำขวัญ เป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่รักอาชีพศิลปิน เราเองถามว่าใจชอบทางนี้ไหมมันเหมือนเป็นสายเลือดค่ะไม่ต้องบอกก็ทำ บางทีคุณพ่อไปเล่นลิเกเราก็ออกไปรำ เราเป็นคนความจำดีเขาสอนรำเราไปยืนดูแป๊บเดียวเราจำได้มารำให้พ่อดูพ่อก็ตกใจว่าลูกรำได้โดยที่ไม่มีใครสอน ตั้งแต่นั้นมาพ่อเขาก็เลยจับเราสอนรำเลยได้อาชีพเพิ่มมาอีกอย่างก็ทำมาเรื่อยๆ แล้วพออาชีพนี้เริ่มห่าง ก็ได้ไปช่วยแม่ทำเสื้อผ้าที่กองถ่าย ก็แอบนอนหลับใต้เก้าอี้บ้างหลังจากนั้นก็มีบริษัทดาราวิดีโอ เราก็ไปสมัครงานด้วยความที่เราเรียนไม่จบเกเรตั้งแต่เด็ก ไปทำงานเป็นแม่บ้านแต่ด้วยความที่รายได้มันน้อยไม่พอจุนเจือครอบครัวเราก็เลยไปเป็นนักร้องตามคาเฟ่เสียงไม่ค่อยดีแต่อาศัยที่เราช่างจำนรรจามีลูกล่อลูกชนทำควบคู่ไปกับการเป็นแม่บ้าน ถ้ามีละครเราก็ไปเล่น ทำมันทุกอาชีพจนกระทั่งไม่ไหว ก็เลยเกอีกพ่อแม่เลยตัดหางปล่อยวัด เลยไปทำงานโรงงานเย็บผ้าอยู่พักนึงกลางคืนก็ไปร้องเพลง เล่นลิเกด้วยนะเป็นตัวออกแขก ชีวิตก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ

เข้าสู่งานเบื้องหลังแบบไม่ทันตั้งตัว

จนกระทั่งวันหนึ่งพี่ลอร์ดให้มาทำหนังเจ้า (ละครพื้นบ้าน จักรๆวงศ์ๆ) พอดีฝ่ายเสื้อผ้าเขาออกเลยให้เรามาทำ ด้วยความที่เราคลุกคลีมาตั้งแต่เด็กเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งโจงห่มสไบเราก็ทำได้ แต่ว่าเราก็ไม่ทำอีกดื้อ จนกระทั่งวันนึงพี่ลอร์ดบอกว่าให้เอามาเล่นละครก็เลยได้กลับมาเล่นละครอีกครั้งเรื่อง “มาลัยทอง” เป็นเรื่องแรกของ “กบ-สุวนันท์” กับ “เงาะ-กชกร” ไปถ่ายอุดรธานี
สามวัน เราก็รู้สึกว่าเออ…ไม่เป็นไรเราไปในฐานะนักแสดงก็ลั้ลลาของเราได้ คือเล่นเป็นนางกำนันซึ่งสามตอนก็ตายเพราะว่าโดนฆ่าแต่ไปถึงปุ๊บพี่ลอร์ดโยนบทให้เลยให้เราทำคอนตินิว เราก็ตกใจไหนบอกว่าให้มาเล่นละครหนีไม่ได้แล้วสามวันจะกลับยังไง ก็เลยจำเป็นต้องทำ ซึ่งก็ต้องกราบขอบพระคุณพี่ลอร์ดที่ทำให้มีชีวิตทุกวันนี้เพราะว่าเราได้เริ่มทำงานเบื้องหลังแบบจริงจังจากเรื่องนี้ คือทำเสื้อผ้า คอนตินิว สอนแอ๊กติ้งด้วย แต่เราไม่รู้สึกว่ามันยากลำบากนะเพราะเราเจอมาหมดแล้ว และเราเป็นคนที่นิสัยชอบเผือกชอบช่วยเหลือคนอื่น เงาะมาเรื่องแรกเขาเสียงเหน่อและเพิ่งลงมาจากเวทีนางงาม เขาร้องกรี๊ดไม่ได้คือต้องเจองูแล้วกรี๊ด เราซึ่งเล่นเป็นนางกำนันอยู่แล้วก็เลยหลบอยู่โขดหินและทำเสียงกรี๊ดให้เงาะ เป็นฉากที่ต้องฝืนเล่นแต่ทุกคนชอบขำและเชื่อว่าเงาะกรี๊ดได้เหมือนเป็นการซิงค์เสียงกัน พอหลุดจากเงาะกรี๊ดเราก็โผล่ออกมาจากโขดหินแสดงบทของเราต่อไป(หัวเราะ) นี่คือความลับ เป็นเสียงแรกที่เราได้ซิงค์ และได้พากย์ตัวการ์ตูนในละครต่างๆ ส่วนมากจะได้พากย์เป็นสิงสาราสัตว์ ตัวเด่นๆ ก็มี คางคกและนกแก้วใน “อุทัยเทวี” ที่ “หนิง-ปณิตา” เล่น รวมทั้งออกแบบท่าเต้นให้กับตัว น้องจ้า ในการ์ตูนจ๊ะทิงจา ใส่ชุดมาสคอตเต้นก็ดังอีก

สู่บทบาทการเป็นผู้กำกับการแสดง

งานกำกับเรื่องแรกแทบจำไม่ได้เลยค่ะคือก็ช่วยทำมาหลายเรื่องทำหนังเจ้าควบคู่ไปกับ “ป๊ะ”(ช้าง-ณพธันกรณ์)“เกราะเพชรเจ็ดสี” “เกราะกายสิทธิ์” “ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง” “ลูกที่ถูกลืม” ซึ่งมี “เอ-ไชยา” เล่นเป็นพระเอก ก็ถือเป็นเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้กับเราและเอ เพราะเป็นเรื่องของพ่อเขา ดังมากเรตติ้งอันดับหนึ่งเลยค่ะตอนนั้นนอกจากจะกำกับแล้วพี่ลอร์ดก็ยังให้มาทำสวิชชิ่งอีก ซึ่งยากมากก็ได้รับการฝึกจากพี่ลอร์ดกว่าจะเป็นได้ก็หลังแทบแอ่น งานกำกับอีกเรื่องที่ท้าทายคือเรื่อง “7 พระกาฬ”ซึ่งเป็นการกำกับคนเดียว เป็นละครหลังข่าวด้วยทั้งทำสวิชชิ่งและกำกับ สมัยก่อนผู้กำกับกับสวิชชิ่งจะต้องทำควบคู่กันไป หลังจากนั้นก็ได้รับมอบหมายงานกำกับมาให้เรื่อยๆ ทั้งกำกับเดี่ยวและกำกับร่วม เรื่องที่ทำให้มีชื่อเสียงคนรู้จักมากก็คือ“ธิดาวานร”, “เพลงรักเพลงลำ”, “อกธรณี” ทั้ง 2 เวอร์ชั่นและเวอร์ชั่นล่าสุดที่เพิ่งได้รับรางวัลพิฆเนศวร สาขาละครสร้างสรรค์ดีเด่นปัจจุบันก็มีกำกับอยู่สองเรื่องคือ “เพชรร้อยรัก” กับ “พ่อมดเจ้าเสน่ห์” คือกำกับร่วมทั้งสองเรื่อง

ศึกษาการกำกับจากรุ่นพี่ในค่าย

เป็นผู้กำกับหญิงคนแรกของดาราวิดีโอ สมัยก่อนยังไม่มีดีด้าค่ะ แรกๆ ที่ได้รับหน้าที่ให้มากำกับก็มีความรู้สึกประหม่าบ้างเหมือนกัน เรากลัวพลาดแต่คือพี่ลอร์ดเขาก็ไม่ได้ปล่อย พี่ทุกคนก็ไม่ได้ปล่อยเรา จะมีพี่ผู้กำกับในค่ายท่านอื่นๆ คอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือตลอด เหมือนเราไม่ได้คิดคนเดียว เพียงแต่ว่าเราอยากได้อย่างนี้เขาก็จะให้เราคิด แต่เรื่องมุมภาพเราไม่เก่งเพราะว่าเราไม่ได้เป็นตากล้องเหมือนพี่ผู้กำกับท่านอื่น ได้วิชาจากพี่ที่เขาเห็นเราเอ็นดูเรามาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อน “พี่เป๊ะ” (จรูญ ธรรมศิลป์) เราก็ไปอาศัยกินข้าวที่บ้านเขา “พี่นพ” (มานพ สัมมาบัติ) ก็มาบอกเลยไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนนอกเขายินดีที่จะสอน พอพี่ลอร์ดมาตั้งดีด้าเราก็ได้มาอยู่ที่นี่ เราเปรียบเหมือนเป็นคนสามบริษัท แรกเลยคืออยู่ดาราวิดีโอ แล้วก็สามเศียร ปัจจุบันก็มาอยู่ดีด้ากับพี่ลอร์ด

ผู้กำกับสายดราม่า

ไม่มีเรื่องในใจที่อยากทำ ก็แล้วแต่ว่าพี่ลอร์ดจะให้กำกับค่ะ คืองานทุกเรื่องที่ได้รับโอกาสมาพี่ลอร์ดก็จะเข้ามาคุยกับเราว่าอยากได้ประมาณไหน และส่วนมากก็จะได้กำกับละครแนวน้ำเน่าค่ะ (หัวเราะ) อย่าพูดว่าดราม่าเลยเรียกน้ำเน่าดีกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นผู้หญิงเลยเหมาะกับเรื่องราวอะไรแบบนี้ อย่างเรื่อง “วีรบุรุษกองขยะ” ก็ได้กำกับ “พี่ดาว” (ดวงดาว จารุจินดา) ที่เล่นเป็นแม่ของพระเอก เป็นชาวบ้านธรรมดามีสามีขี้เมา ซึ่งทุนชีวิตบ้านเรามีเท่านี้เราก็เลยได้ซึมซับประสบการณ์ชีวิตจริงมา และพี่ดาวก็สงสัยว่าทำไมเขาต้องทำถึงขนาดนี้ชีวิตจริงมันมีเหรอ เราก็บอกว่ามีจริงผัวซ้อมเมียกลับมาบ้านเห็นเมียกินข้าวก่อนก็โดนตบแล้ว ผัวเมาแล้วอ้วกเมียต้องมานั่งเช็ดอ้วกลูกก็คอยปลุกเรียกให้พ่อตื่น พี่ดาวยังแซวเลยว่าชีวิตเราหรือเปล่าเนี่ย(หัวเราะ) มันคือความโชคดีที่เรื่องบางเรื่องมันมาตรงกับสิ่งแวดล้อมที่เราเป็นอยู่ เรียกว่าเป็นบุญด้วยนะคะ

แสดงควบคู่กำกับ

แล้วแต่นายค่ะว่าจะให้เราเล่นอะไร ถ้าเห็นว่าเราเล่นอะไรได้เราก็จะเป็นตัวๆ นั้นให้ได้ ซึ่งล่าสุดไปเล่น“โซ่เสน่หา” และเล่นเป็นคุณหญิงคุณนายซึ่งมันไม่เหมาะกับเราถ้าให้เราเล่นเป็นแม่ค้าปากตลาดเนี่ยมันยังคล่องกว่า ก็ต้องขอบคุณ “พี่แอ๊ว” ที่ปั้นให้ซะจนสามารถขึ้นมาเป็นคุณหญิงคุณนายได้ เขาเชื่อมั่นในตัวเราแต่เราไม่เชื่อมั่นในสังขารตัวเองเลย แต่พวกช่างพอเขาแต่งเราสวยแล้วเขาก็ภูมิใจนะ ในวัย 53 ผ่านเรื่องราวชีวิตและการทำงานมาเยอะมากและคุ้มค่านะคะ บางทียังบอกกับหลานๆ เลยว่ายายใช้ชีวิตคุ้มมากอย่างขึ้น ฮ. ใน 7 พระกาฬ ก็เคยมาแล้วเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งตอนนั้นไม่มีใครขึ้นเลย เป็นครั้งแรกที่ทำงานกับพระเอกบู๊ พระเอก 7 คน ละครฟอร์มใหญ่แล้วเขาไว้ใจให้เราทำก็เอาไงเอากัน ขึ้น ฮ. ไปกำกับนักแสดงเลยค่ะ ชีวิตเราคุ้มมากแล้วค่ะแต่บางทีก็อยากกลับไปอยู่เบื้องหน้าบ้างเพราะว่าคิดถึงเราก็รักการแสดงนะ งานกำกับเราทำได้ตามที่พี่ลอร์ดมอบหมายมาแต่งานแสดงเรายังมีบทบาทที่อยากจะเล่นอยู่คืออยากลองเล่นดราม่าบ้าง ไม่เคยได้เล่นดราม่ากับเขาเลยได้แต่เล่นร้ายแว้ดๆ ติงต๊อง อยากร้องไห้บ้างเพราะว่าชีวิตจริงเราก็ดราม่าซึ่งเราก็คงไม่ต้องทำเวลาเยอะหรอกในการร้องไห้ งานกำกับก็เหนื่อยแต่เราคลุกคลีมานานเราก็เลยไม่ลำบากมาก ก็อยู่ที่บุพเพสันนิวาส ชะตาชีวิตที่ขีดให้เราก็แล้วกันนะคะว่าจะให้เราไปทางไหน เราอยู่ตรงนี้เราก็ทำให้ดีที่สุดสู้ตรงนี้ ทำแล้วไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ตราบที่ยังมีลมหายใจ และจะหาสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิตตลอดวิ่งหนีเพราะว่ามันมีคลื่นลูกใหม่ที่พร้อมจะถาโถมเราตลอดเวลา ไม่ได้ทำตัวให้สูงแต่คือทำตัวให้พัฒนาไปเรื่อยๆ เรายังไม่ได้มีอะไรเพียบพร้อมไปทุกอย่างเราไม่ได้ร่ำรวยโดยพื้นฐานเกิดมาเราไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองเราดิ้นรนด้วยตัวของเราเองทุกวันนี้เราก็ยังดิ้นรนค่ะ

บ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่น

คลุกคลีอยู่ชายคาบ้านลุงหรั่งมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แต่การทำงานเราทำมาประมาณสามสิบกว่าปีเกือบสี่สิบ ไม่ไปไหนแล้วค่ะ ที่นี่คือบ้านเป็นครอบครัวใหญ่ที่เราไม่รู้จะพูดยังไงให้ชีวิตให้การกำเนิดผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา ทีแรกพอเป็นผู้กำกับขึ้นมาคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่เราก็กลับไปบอกพ่อนะว่าได้เป็นผู้กำกับแล้วพ่อก็ดีใจ พ่อเสียตอนที่กำกับเรื่อง “ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง” ทุกคนก็เข้ามาโอบอุ้มเราหมดเลย แม้ว่าจะไม่มีคุณพ่อแล้ว ครอบครัวเราเหมือนเกิดมาคู่กัน เราเกิดมาเราก็เห็นพี่ลอร์ด ลุงหรั่งก็เหมือนพ่อเรา

ท้ายนี้ก็อยากจะกราบขอบพระคุณแฟนๆ ที่ติดตามผลงานมาตั้งแต่เริ่มออกไข่ จนทุกวันนี้คนทักแต่นางกุลาก็ดีใจนะคะที่ทุกคนจำได้ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็จะทักว่าหนูแดง เจอกันก็เข้ามาทักได้ ส่วนบทบาทการเป็นผู้กำกับหลังๆ คนเริ่มรู้แล้วค่ะ เพราะว่ามีนักข่าวมาสัมภาษณ์ได้ออกทีวีบ่อย ก็รู้สึกว่าดีใจนะคะ ที่ทุกคนไม่ได้ลืมเลือนเราไป ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ

แม้ชีวิตจะเป๋ไปบ้าง ขลุกขลักไปบ้าง แต่ด้วยโอกาสที่มีผู้มอบให้ และเธอก็ไม่ยอมให้มันหลุดมือไป จนวันนี้โอกาสนั้นได้นำพาเธอให้มาสู่ความสำเร็จ กับบทบาทที่ทุกคนยอมรับ

กุหลาบเงิน

Leave a comment