ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/284134

แตกใบอ่อน : ทิศทางน่ากังวลของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย
ประเทศไทยตอนนี้เราอยู่ตรงไหน คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่หลายท่านอยากรู้!!! เพราะโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐกำลังเร่งให้ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” นั้น เริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น ไม่ว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังช่วงต่อขยาย โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เฟส 3 โครงการขยายสนามบินดอนเมือง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โครงการเรือจุกเสม็ดรองรับเรือสำราญและเรือเฟอร์รี่ที่จะเชื่อมโยงภาคตะวันออกไปยังหัวหิน-ชะอำ โครงการสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และอื่นๆ อีกมากมาย
จากคำถามข้างบน ก็อยากจะตอบว่าเรายังย่ำอยู่ “ที่เดิม”
โดยมองหรือสังเกตจากภาวะเศรษฐกิจสังคมรอบๆ ตัวเราในปัจจุบัน ที่ถึงแม้สินค้าเกษตรจะราคาตกต่ำ แต่ก็ยังไม่มีคนซื้อ (ถามพ่อค้าแม่ค้าที่รับผลิตผลจากเกษตรกรมาส่งตลาดไทได้ครับ) สินค้าตามห้างสรรพสินค้าที่มีแต่คนเดินชม แต่ไม่ซื้อ หรือจะดูจากการเติบโตของ GDP ที่โตเพียง 1-2% กว่าๆ มาหลายปี ก็ถือว่าต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และลาว ดังนั้นถ้าจะให้สรุปกันง่ายๆ ประเทศไทยยังคงต้องฝ่าฟันต่ออีก 5-10 ปี เพราะในยามนี้เรายังก้าวไม่พ้นกับดักความยากจน หรือกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (รายได้ต่อคนของประชากรอยู่ที่ 23,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เราก็ยังมีความหวังว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะไปถึงเส้นชัย
สำหรับอาชีพต่างๆ ในอนาคตอาจจะมีการ “เปลี่ยนแปลง” ต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งคาดว่ามีหลายอาชีพอาจจะ
ล้มหายตายจากในระยะเวลาอันสั้น การเพาะปลูก การค้าขายสินค้าทั่วไปหรือสินค้าเกษตรแบบเดิมๆ (ไม่แปรรูป ไม่เพิ่มมูลค่า ไม่มีเว็บไซต์ ไม่ใช้เฟซบุ๊คช่วยทำตลาด) การดำรงชีวิตแบบเดิมๆ จะพลาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงทรัพยากร และมีสิทธิ์ตกขบวนรถไฟสาย 4.0 แน่นอน
การเชื่อมโยงของโลกจะเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วโดยอินเตอร์เนต และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ การกระจายตัวของเมือง ความเจริญมั่งคั่งจะออกจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปยังภูมิภาคอื่นมากขึ้น โลกแห่งดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่ การแลกเปลี่ยนด้วยธนบัตรเงินตราจะค่อยถูกยกเลิก การเกษตรจะเน้นแปลงที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ การดูแลโรคแมลงศัตรูพืชจะมีการใช้ “โดรน” สำรวจตรวจสอบแทนมนุษย์ สามารถเตือนและเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ 24 ชั่วโมง ช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ทันท่วงที
ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ยังไม่นับรวมความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง “โลกร้อน” ที่ไม่นานมานี้มีข่าวแผ่นน้ำแข็งใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกขนาด 50 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ที่ขั้วโลกใต้ กำลังแตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกา โดยยังเหลือผืนน้ำแข็งส่วนที่ยังเชื่อมต่ออยู่เพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น เรื่องนี้บ่งบอกถึงอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงและเลวร้าย ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการผลิตภาคการเกษตรเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม (เอลนีโญ-ลานีญา) โรคแมลงศัตรูพืชที่ระบาดรุนแรง เช่น ช่วงปี 2552-2554 เกิดระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไปทั่วประเทศ อุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงเพียง 1-2 องศา ล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งทุกท่านควรเอาใจใส่ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
การให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องลดการใช้สารพิษในภาคการเกษตรที่ดูจะเชื่องช้า จากหน่วยงานที่กำกับดูแล โดยสังเกตจากตัวเลขการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่ในแต่ละปียังคงสูงเป็นหลักหมื่นถึงสองหมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รัฐบาลของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ส่งเสริมให้เดินตามแนวทางเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการเกษตรปลอดภัยไร้สารพิษออกมาอย่างมากมาย แต่ล่าสุดรายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรปี 2559 ก็ยังมียอดการนำเข้าอยู่ที่ 20,577,925,471.87 บาท ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่าง
จากปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ปัญหาหรือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชนและพี่น้องเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในโลกอนาคตนั้น ผู้คนต้องการสิ่งที่เรียกว่าสะอาดปราศจากมลพิษและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี พลังงานสะอาด การโฆษณาค้าขายออนไลน์ อินเตอร์เนต การชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้ธนบัตร กิจกรรมที่ก่อให้เกิดโลกร้อน คาร์บอนเครดิต ความคุ้มค่าของการใช้น้ำ เป็นต้น
สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ต้องตระหนักได้ว่า “เรายืนอยู่ตรงไหน?” และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ ยังไม่เข้าใจ “จะทำอย่างไร” เป็นโจทย์ที่น่ากลุ้มใจ น่ากังวลไม่น้อย โดยเฉพาะ “รัฐบาล”