ทำบุญตักบาตรลดเค็ม เพื่อสุขภาพพระสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280975

ทำบุญตักบาตรลดเค็ม เพื่อสุขภาพพระสงฆ์

ทำบุญตักบาตรลดเค็ม เพื่อสุขภาพพระสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม เตือนพุทธศาสนิกชนระมัดระวังเรื่องการจัดอาหารตักบาตรถวายพระสงฆ์หลังพบว่าปัจจุบันมีพระสงฆ์ป่วยเป็นโรค NCDS มากขึ้น

น.ท.พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี เลขาธิการเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลเข้าพรรษา ทางเครือข่ายลดบริโภคเค็ม จึงขอใช้โอกาสนี้เร่งรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปที่จะทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ช่วงเข้าพรรษา ให้ระมัดระวังเรื่องการใส่บาตรพระ โดยเฉพาะอาหารที่จัดถวาย ควรเป็นอาหารที่ปรุงรสให้พอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัดจนเกินไป โดยอาหารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ประกอบด้วย อาหารแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, แหนมและปลากระป๋อง ส่วนอาหารสำเร็จรูป เช่น แกงเขียวหวานไข่พะโล้ และจำพวกผัดผักทุกประเภท

“ปัจจุบันพบว่าพระสงฆ์ไทยป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable disease) หรือโรคเรื้อรังโดยเฉพาะ อาทิ เบาหวาน ความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคมะเร็ง เพิ่มขึ้นมากอย่างมากจึงขอฝากให้ประชาชนทั่วไปที่จัดทำอาหารถวายแด่พระสงฆ์ด้วยตนเอง หรือร้านค้าที่ทำอาหารชุดเพื่อใส่บาตรพระไม่ควรปรุงรสอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไป โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเทศกาลวันอาสาฬบูชานี้เป็นจุดเริ่มต้นซึ่งนอกจากจะได้บุญได้กุศลแล้ว พระสงฆ์ก็ยังจะมีสุขภาพที่ดี เจริญกิจของสงฆ์อย่างเป็นปกติสุขปราศจากโรคและภัย”

น.ท.พญ.วรวรรณ กล่าวต่อว่า สังคมไทยในปัจจุบันมีประชาชนป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายเพิ่มขึ้นอย่างมากและพบว่าการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังคิดเป็น 50% ซึ่งสูงกว่าโรคติดต่อถึง 3 เท่า คนไทยได้รับเกลือเฉลี่ยจากการรับประทานอาหาร 10.8 กรัมต่อวันต่อคน คิดเป็นปริมาณเกลือโซเดียมที่ได้มากถึง 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวันต่อคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยได้รับเกลือในปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันเกือบ 2 เท่าโดย 8 กรัมของเกลือนั้นมาจากเครื่องปรุงรส 2 กรัมของเกลือมาจากธรรมชาติของอาหาร 0.8 กรัมของเกลือมาจากอาหารข้างทาง/หาบเร่/อาหารกินเล่นซึ่ง“การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่สูงทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนั้นยังทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายหนา (Left ventricular hypertrophy) และเกิดการสะสมของผังพืดในกล้ามเนื้อหัวใจ และหลอดเลือด และยังมีผลกระทบโดยตรงต่อไต ซึ่งไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กำจัดโซเดียม โดยทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจากการทำงานหนักและโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และความเสื่อมนั้นจะคงอยู่ตลอดไปแม้จะมีการลดปริมาณโซเดียมลงในภายหลัง ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุจากการได้รับเกลือและโซเดียมปริมาณสูง ดังนั้นการลดความดันโลหิตและโปรตีนในปัสสาวะจะช่วยป้องกันลดการสูญเสียการทำงานของไตและภาวะแทรกซ้อนเป็นบ่อเกิดของ โรคหัวใจและหลอดเลือด”

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการบำบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้องหรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉลี่ยประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี โดยค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องใช้งบประมาณในการล้างไตเป็นการเฉพาะแยกจากงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว(Capitation) โดยในปีงบประมาณ 2558 สูงถึง 5,247 ล้านบาท และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,318 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2559 ซึ่งถ้ารวมงบประมาณสำหรับบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในสิทธิอื่นๆ ได้แก่ สิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการแล้ว รัฐจำเป็นต้องใช้งบสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

การบริโภคเกลือและโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดและเพิ่มความรุนแรงของโรคเบาหวานซึ่งจัดเป็นปัญหาโรคโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่กำลังก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เกิดการขาดงาน ขาดประสิทธิภาพขณะทำงาน เกิดความพิการ สูญเสียโอกาสในการถูกจ้างงานเนื่องจากการเจ็บป่วย และยังรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลอีกด้วยการบริโภคเกลือและโซเดียมในระดับสูงจึงเป็นปัจจัยเสริมความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งสูงถึงปีละ 78,976 ล้านบาท จากโรคหัวใจและหลอดเลือด และ 24,489 ล้านบาท จากโรคเบาหวาน

Leave a comment