ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282005

ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา ชี้ความอบอุ่นในครอบครัว ลดปัญหาเด็กเร่ร่อน
ปัญหาของเด็กที่ถูกกระทำจนไม่สามารถอยู่บ้านได้ ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย และเป็นปัญหาที่เรียกว่าใหญ่มากอีกปัญหาหนึ่ง ทางรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น.ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 โดยพิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” พาไปพูดคุยกับ “หนูแดง-ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา”กรรมการ มูลนิธิสายเด็ก 1387, กรรมการ มูลนิธิกลุ่มปรารถนาดี, ผู้ก่อตั้ง จิตต์อาทร วิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมด้วย น้องโจ-น้องโย ที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิฯ
หนูแดง-ทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา เล่าว่า “ในส่วนของมูลนิธิเด็ก 1387 หนูแดงเป็นกรรมการอยู่ที่นี่ ก็ดูในเชิงของนโยบายการทำงานต่างๆ มากกว่าที่จะได้พบเจอกับน้องๆ ในชีวิตประจำวัน นโยบายที่ดูอยู่ก็อย่างเช่นในแง่ของการที่จะให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 และเดอะฮับ ได้ดูแลโดยที่ยึดถือสิทธิเด็กเป็นสำคัญ คุ้มครองให้การดูแลทั้งหมดโดยที่คำนึงถึงสิทธิที่เด็กควรจะได้รับ แล้วก็ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของน้องๆ ให้ความสำคัญของการที่จะให้เขาเป็นศูนย์กลาง การให้เด็กมีความเป็นส่วนร่วม กับการที่จะดูแลเขาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าแต่ละคนก็มีแต่ละเรื่องราวที่ไม่เหมือนกัน มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน มีหัวจิตหัวใจและทางเดินไม่เหมือนกัน
ปัญหาคนที่ในเดอะฮับ หรือว่าคนทั่วโลก หรือแม้แต่กับคนที่อยู่ในครอบครัวดีๆ ก็ตาม หนูแดงคิดว่าความแตกต่างอาจจะมีไม่มากนักนะ พูดถึงว่าเรื่องของทุกๆ คนก็มีความต้องการในเรื่องของเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน พูดจาดีๆ ต่อกันมีความอ่อนโยนต่อกัน ทั้งในแง่คำพูดการกระทำ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วปัญหาบางครั้งมันอยู่ใกล้ตัวเรามากเหลือเกินกับในเรื่องของจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูแดงให้ความสำคัญมากๆ สุดท้ายแล้วมันเป็นการที่เราจะเริ่มกลับไปสะท้อนมองดูเราเองว่าสิ่งต่างๆ ประเด็นปัญหาต่างๆ มันจะเริ่มการแก้ไขจากตัวเราเองได้หรือไม่
ซึ่งในส่วนหนึ่งของการทำงานของหนูแดง นอกจากที่มูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เราทำงานเรื่องเด็ก มูลนิธิกลุ่มปรารถนาดีที่ทำงานเรื่องสตรี ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ยังมีจิตต์อาทร วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องจิตใจ เพราะฉะนั้น 3 เรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะสิทธิเด็ก สิทธิสตรี หรือว่าเรื่องจิตใจ ผูกโยงกันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ในการที่เราจะบอกว่า กลับมาทบทวนทำความเข้าใจกับภายในของเรา
การที่ได้คลุกคลีกับน้องๆ เหล่านี้ หนูแดงมองว่าสิ่งสำคัญมันคือ เรื่องของความสัมพันธ์นะคะ เราเป็นมนุษย์เราต่างต้องการที่จะได้รับการโอบอุ้ม ดูแล เชื่อมโยงต่อกัน ซึ่งในพื้นฐานของชีวิตของเรามันอยู่ที่ครอบครัวอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันที่ผ่านมาเราได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสิ่งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากๆ จะบอกว่าการลงทุนในเรื่องของความสัมพันธ์ อาจจะการให้เวลาหรือการให้ความใส่ใจ มันเป็นสิ่งที่มีค่ามีความหมายมากกว่าที่เราคิดเยอะมากๆ

มันหมายถึงทั้งชีวิต มันหมายถึงคนอีกหลายๆ คนที่เกินไปกว่าเรา ทั้งพ่อแม่ทั้งลูกทั้งหลาน ทั้งหลายๆ คน มันคือสังคม เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ และการที่เราจะเริ่มกลับมาสู่ความรักได้อย่างไร เราจะกลับมาสู่ความเข้าใจและให้อภัยต่อกัน เพื่อที่จะเปิดใจรับซึ่งกันและกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้สำคัญมากเหลือเกิน แล้วเราเห็นชัดมากจากตัวอย่างของน้องโจและน้องโย ทีมาอยู่ในความดูแลของเรา ทั้งคู่โหยหาบ้าน ถ้าหากว่าเราเริ่มต้นตรงนั้นได้ ถ้าหากว่าครอบครัวเรามันมีในสิ่งนั้น แต่หากว่าเราไม่มีในสิ่งนั้นเราก็ต้องเราอาจจะได้มองเห็นว่าจริงๆ แล้วปัญหามันโยงมาไกลกว่านั้นเยอะ ไกลกว่าตัวพ่อแม่เราเยอะ
เพราะว่าตัวของพ่อแม่เองก็อาจจะไม่ได้รับในสิ่งนั้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นมันมีการขาดมาก่อนอีกหลายๆ รุ่น ถ้าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างรวบรัดแล้วก็ตรงประเด็น ความสัมพันธ์ในบ้านต้องดีก่อน ความอบอุ่นในบ้านต้องดีก่อน หน่วยงานต่างๆ หรือว่าภาครัฐก็อาจจะเข้ามาช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้ด้วย คือการให้ความสำคัญกับเรื่องของความสัมพันธ์ คืออาจจะต้องช่วยกันในหลากหลายระดับ ในหลากหลายมิติหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เรามองเห็นว่าการลงทุนด้านความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับประเทศและโลกใบนี้”
น้องโย บอกว่า “อยู่ที่นี่มาเกือบ4 ปีแล้ว โยเป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาอยู่ที่นี่เพราะมีปัญหากับทางบ้าน ที่บ้านเขาก็รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่ได้ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แล้วเราก็ไม่อยากกลับไปด้วย เพราะบ้านไม่ได้อบอุ่นสำหรับเรา ถ้าครอบครัวทุกครอบครัวให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ปัญหาก็จะไม่เกิด เพราะส่วนหนึ่งที่หนูประสบปัญหาก็คือบ้านไม่อบอุ่น เคยพยายามคุยกับที่บ้านครั้งหนึ่งแต่ว่าแม่เขาเหมือนกับว่าไม่เปิดใจที่จะรับฟังเรา เพราะเขาคงคิดว่าเราเป็นเด็กคงไม่ได้รู้อะไรเรื่องของเขา ถามว่าคิดว่าแม่ยุ่งเรื่องงานหรือเปล่าถึงไม่ฟังเรา ไม่คิดเพราะปกติแม่จะอยู่บ้าน
และปัญหาที่เกิดบ่อยๆ ก็คือทะเลาะกับพ่อ คือแม่กับพ่อทะเลาะกัน เราก็ไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนั้น ตอนออกมาจากบ้านแรกๆ ก็ไปอยู่ที่หัวลำโพง เพราะหนูไม่รู้จะไปไหน เพราะปกติเวลาไปไหนหนีไปที่อื่นก็ต้องกลับมาที่บ้าน จุดแรกเลยที่ไปเป็นก็คือหัวลำโพง ก่อนที่จะมาหัวลำโพงตอนแรก ก็รู้จักกับสาวประเภทสองคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้น ก็เลยไปหาเขา พอไปหาเขาก็คุยกับเขาเรื่องที่หนีออกจากบ้านมา เขาก็ให้คำปรึกษาว่าเออกลับไปบ้านนะ อย่างไรเราก็เป็นลูก แต่ว่าคือหนูก็ไม่ฟัง เราทนไม่ไหวจริงๆ ที่จะต้องอยู่แบบนั้น พอหนูออกมาก็ไม่กลับไปอีกเลย”
ขณะที่ น้องโจ เล่าว่า “มาอยู่ที่นี่4-5 ปีได้ ผมเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี ที่มาอยู่ที่นี่คือช่วงแรกๆ จะมีทะเลาะกับคนที่บ้าน ก็เลยตัดสินใจออกมาจากบ้าน มาอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียว ตอนแรกอยู่ที่อุบลฯแล้วก็ไปที่โคราช และก็มาที่กรุงเทพฯเลยครับ ใช้ชีวิตคนเดียวถามว่าเราเอาเงินที่ไหนกินขนมกินข้าว ช่วงแรกๆ ผมก็ที่เดียวก็คือวัด ขอไปอยู่ที่วัดก่อน หลังจากนั้นพอมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งก็ให้เพื่อนหางานให้ทำ ผมก็ทำงาน
สาเหตุที่ทำให้เด็กส่วนใหญ่ต้องออกจากบ้านนอกจากบ้านไม่อบอุ่นแล้ว คนในบ้านก็ไม่คุยกันด้วย เหมือนแบบโมโหกันแล้วไม่คุยกันไปเลย ตอนแรกที่ออกจากบ้านอยู่แถวอุบลฯพ่อก็ตามนะ แต่ตอนนี้พ่อเสียแล้ว แม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่แต่ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย สาเหตุที่ออกจากบ้านเพราะเราไม่อยากอยู่บ้านเอง”
เรื่องราวดีๆ ที่ครบครันทั้งสาระและบันเทิงแบบนี้ มีให้ชมในรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784 ทางดิจิตัลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน