เผยชายสูงวัยเสี่ยงต่อมลูกหมากโต แนะปรับพฤติกรรมเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282243

เผยชายสูงวัยเสี่ยงต่อมลูกหมากโต แนะปรับพฤติกรรมเสี่ยง

เผยชายสูงวัยเสี่ยงต่อมลูกหมากโต แนะปรับพฤติกรรมเสี่ยง

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นพ.ดำรงพันธ์ วัฒนะโชติ และ นพ.ภาณุ ตัญจพัฒน์กุล

ศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะกรุงเทพโรงพยาบาลกรุงเทพ เผยชายสูงวัยเสี่ยงต่อมลูกหมากโตเพิ่มขึ้น แนะปรับพฤติกรรมเสี่ยง ระดมผู้เชี่ยวชาญรักษาพัฒนาการรักษาด้วยวิธี ใช้เลเซอร์สลายต่อมลูกหมากโต หวังช่วยลดการบาดเจ็บ ช่วยผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

นพ.ดำรงพันธ์ วัฒนะโชติ ผู้อำนวยการศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นสิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ค่อยๆ ลดลงโดยเฉพาะในเพศชายที่พบว่าเมื่อใดที่ระดับแอนโดรพอส(Andropause) ในร่างกายเปลี่ยนไป ก็จะส่งผลต่อร่างกายอารมณ์ และจิตใจ ไม่ต่างจากผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนซึ่งในช่วงเวลานี้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่แสดงออกอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องและเกิดขึ้นกับระบบทางเดินปัสสาวะนั้น ยังเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ไปจนถึงโรคที่ส่งผลกระทบต่อต่อมลูกหมาก เช่น ต่อมลูกหมากโต และมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นต้น ความผิดปกติของต่อมลูกหมากนั้น พบได้บ่อยใน 3 โรคที่ชายไทยเป็นมากอันดับ 1 คือ โรคต่อมลูกหมากโต พบมากถึง 80% รองลงมาคือโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คิดเป็น 18% และโรคต่อมลูกหมากอักเสบในสัดส่วนอยู่ที่ 2%

อาการของโรคต่อมลูกหมากโต ปกติตามอายุที่เริ่มมากขึ้น 45-50 ปีขึ้นไปเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้นก็จะบีบท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการระคายเคือง ปัสสาวะขัดปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปแต่อาการที่สังเกตได้ชัดเจน คือ ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะตอนกลางคืน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือต้องเบ่งปัสสาวะจนกว่าจะออก ในบางรายปัสสาวะไม่พุ่ง สะดุดเป็นช่วงๆ มีปัสสาวะหยดเมื่อใกล้จะสุด หรือปัสสาวะเสร็จแล้วแต่ยังรู้สึกปัสสาวะไม่สุด ในขณะที่บางรายอาจไม่มีอาการเตือนใดๆ เลย แต่กลับพบมีอาการปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน และมีอาการปวดปัสสาวะรุนแรงมากก็เป็นได้

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโต แบ่งได้เป็นสองวิธีคือ การรักษาด้วยยาที่ช่วยคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อต่อมลูกหมาก เรียกว่ายาต้านระบบประสาทอัลฟ่า ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งมีผลต่อขนาดของต่อมลูกหมาก เรียกว่า กลุ่มยาต้านฮอร์โมนดีเอชที และกลุ่มยาที่สกัดสมุนไพรร่วมด้วย เรียกว่า ซอว์พาลเมตโต (Saw Palmetto) โดยแพทย์จะให้การรักษาตามอาการเป็นหลัก ในกรณีที่อาการรุนแรง กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ปัสสาวะไม่ออกจนต้องใส่สายสวน อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อขูดต่อมลูกหมากออก ด้วยการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งทำได้ 2 แบบ คือ แบบแรกการรักษาทางศัลยกรรมผ่านทางกล้องส่องกระเพาะปัสสาวะ เรียกว่า TURP (Transurethral Resection of theProstate) เป็นการผ่าตัดที่เป็นมาตรฐาน โดยใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะ จากนั้นแพทย์จะใช้วิธีตัดหรือขูดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยเครื่องมือแบบขดลวดสำหรับตัดและจี้ด้วยไฟฟ้าแบบประจุเดี่ยว โมโนโพล่า ที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อตัดและหยุดเลือดออกไปได้พร้อมกัน

และแบบที่ 2 การผ่าตัดขูดต่อมลูกหมากโตผ่านกล้องส่องทางท่อปัสสาวะ (Transurethral Vaporized-Resection of the Prostate) TURPV หรือ Plasma Kinetic (PK) เป็นการใช้เครื่องตัดและจี้ด้วยระบบไฟฟ้าประจุคู่ ไบโพล่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเก็บรักษาเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ส่วนที่ถูกตัดและจี้ด้วยไฟฟ้าไม่ให้ไหม้เกรียมมากเกินไป มีระบบช่วยระเหิดเนื้อเยื่อไปด้วยคล้ายคลึงกับการใช้แสงเลเซอร์ คือ แวโพไลเซชั่น(vaporization) “การผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะ เป็นการเข้าไปตัดเอาชิ้นเนื้อส่วนที่เกินออกมาจากต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นวิธีผ่าตัดที่แพทย์นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ในรายที่มีอาการหนักหรือมีภาวะแทรกซ้อน โดยใช้วิธีสอดท่อที่มีกล้องขนาดเล็กผ่านเข้าทางท่อปัสสาวะ ซึ่งตรงปลายท่อจะมีเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กเพื่อใช้สำหรับตัดเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากส่วนที่กดทับท่อปัสสาวะไว้ได้”

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้สามารถทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยระหว่างการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะส่วนล่าง จึงทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ และหลังการรักษาประมาณ 3-4 วันแรกผู้ป่วยต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอให้ปัสสาวะใสเสียก่อนแล้วจึงเอาสายสวนออก หลังจากนั้นผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์

นพ.ภาณุ ตัญจพัฒน์กุล ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยเทคนิคการผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์กรีนไลท์ PVP (Green Light PVP : Photo-selective Vaporization of Prostate)ที่เริ่มใช้รักษาโรคต่อมลูกหมากโตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเสียเลือดน้อยลง เจ็บตัวน้อยลง และพักฟื้นได้อย่างรวดเร็ว “PVP เป็นนวัตกรรมใหม่ของเทคนิคการผ่าตัดต่อมลูกหมากโต ที่ใช้หลักการรุกล้ำน้อยที่สุด หลักการก็คือสอดท่อที่มีกล้องขนาดเล็กผ่านเข้าทางท่อปัสสาวะ เหมือนการผ่าตัดส่องกล้อง แต่เปลี่ยนจากใช้ที่ขูด เป็นแสงเลเซอร์ที่มีพลังงานสูงยิงไปในตำแหน่งที่มีภาวะอุดกั้นในต่อมลูกหมาก โดยแสงเลเซอร์จะไปทำให้เนื้อเยื่อที่กีดขวางทางเดินปัสสาวะนั้นค่อยๆ ระเหิดหายไป ซึ่งวิธีนี้ข้อดีคือ เสียเลือดน้อย เหมาะกับผู้สูงอายุมากๆ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจร่วมด้วย  นับเป็นวิธีการที่นิ่มนวล ได้ผลปลอดภัย เจ็บปวดน้อย ระยะพักฟื้นสั้นสามารถกลับไปทำกิจวัตรเบาๆ ได้ใน 2-3 วัน มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย เหมาะกับผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถหยุดยาละลายลิ่มเลือดได้

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคการรักษาต่อมลูกหมากโตด้วยวิธีการใช้แสงเลเซอร์ทูเลี่ยม (Thulium Laser Vaporesection of the Prostate) เป็นการรักษาโดยใช้เลเซอร์อีกวิธีหนึ่ง ต่างกับ PVP ตรงที่ การใช้ thulium laser สามารถตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากที่อุดกั้นทางเดินปัสสาวะให้เป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งจะทำให้ได้ชิ้นเนื้อ เพื่อไว้ใช้ในการตรวจกล้องจุลทรรศน์ต่อไปได้ วิธีนี้ให้ผลการรักษาที่ดีเทียบเคียงกับ PVP ทุกประการต่างกันแค่ตรงที่ thulium laser สามารถทำให้ได้ชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจวินิจฉัยต่อไปในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และเนื่องจากแสง Thulium laser จะไม่ลงลึกไปทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป จึงสามารถนำมาใช้ในการรักษาภาวะอาการท่อปัสสาวะตีบจากการมีพังผืดได้ด้วย หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้ 1 คืน และจะการถอดสายสวนปัสสาวะในวันรุ่งขึ้น และให้ทดลองปัสสาวะเอง ซึ่งอาการปัสสาวะจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม โรคต่อมลูกหมากโตป้องกันได้แค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ควรดื่มน้ำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำครั้งละมากๆโดยเฉพาะก่อนนอน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชา กาแฟและแอลกอฮอล์ ที่สำคัญควรปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอไม่ควรกลั้นปัสสาวะและไม่ควรเบ่งเวลาปวด ถ้าปัสสาวะไม่สุดควรปัสสาวะซ้ำอีกครั้งเพื่อไม่ให้มีปัสสาวะค้าง แต่หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนยากต่อการรักษา และมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น

Leave a comment