ส่องเกษตร : โครงการน้ำกับอนาคตเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/293017

449007

ส่องเกษตร : โครงการน้ำกับอนาคตเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จันทร์-อังคาร 18-19 ก.ย.นี้ ครม.ของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปประชุมสัญจรอีกครั้ง หนนี้ภาคกลางที่จ.สุพรรณบุรีและจ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากเดือนก่อนไปที่จ.นครราชสีมา ภาคอีสาน

การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศว่า จะเสนอขออนุมัติ“เมกะโปรเจกท์น้ำ” สำคัญคือ โครงการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร 22.4 กม. มูลค่า 17,600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมทุกปีจากน้ำเหนือหลาก ซึ่งผลประโยชน์โครงการ นอกจากช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ 4 แสน ถึง 8 แสนไร่ ป้องกันพื้นที่สำคัญทั้งตัวเมืองและนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำชลประทานสำหรับพื้นที่เกษตรได้เกือบ 2.3 แสนไร่ ในอยุธยา 6 อำเภอตั้งแต่ อ.เมือง,บางบาล,บางไทร,บางปะอิน,ผักไห่,เสนา รวมไปถึงอ.ป่าโมก ของจ.อ่างทองด้วย

ไม่เพียงโครงการขุดคลองบางบาล-บางไทร ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยานี้เท่านั้น ยังมีข่าวจากรมว.คมนาคม-อาคม เติมพิทยาไพสิฐว่า กระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรฯได้ร่วมกันบูรณาการที่จะก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3 ควบคู่ไปกับโครงการคลองผันน้ำ ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันและบรรเทาน้ำท่วมจากน้ำหลากที่ระบายจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยาผ่านอยุธยาลงอ่าวไทยระยะทาง 100 กม. โดยใช้งบฯลงทุนทั้งสิ้นสูงถึง 2 แสนล้านบาท เป็นงบฯขุดคลองผันน้ำกว่า 1 แสนล้าน กับงบฯอีกราว 8.5 หมื่นล้านบาท ที่ใช้สร้างในส่วนถนนวงแหวนรอบที่ 3

ระหว่างที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ยังไม่ทราบผลประชุมครม.ออกมาอย่างไร แต่นับว่า ได้เห็นภาพการเริ่มขับเคลื่อนส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกท์น้ำ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการเร่งรัดแผนบริหารจัดการน้ำที่พูดกันมาหลายปี ฉะนั้นก็ต้องคอยติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ขณะที่เม็ดเงินที่ใช้ในโครงการใหญ่ๆแบบนี้ ก็มักมีความระแวงในเรื่อง“การหาผลประโยชน์มิชอบ”ให้ต้องคอยจับตาตรวจสอบกันอย่างถี่ถ้วนด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ขอเก็บตกมาเขียนถึงสักหน่อยคือ งานสัมมนา “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดินพลังงานและน้ำในประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและ TDRI-สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 8 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้นำผลงานวิจัยวิชาการมาประเมินภาพอนาคตไว้น่าสนใจ ขอยกมาสรุปที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำและที่ดินเพื่อการเกษตรดู

ดร.อุชุก ด้วงบุตรศรี อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ภาคเกษตรใช้ที่ดินเพิ่มขึ้น 6.10 ล้านไร่ แต่นาข้าวลดลง 5.28 ล้านไร่ ส่วนที่เพิ่มมากคือไม้ยืนต้นเพิ่ม 10.40 ล้านไร่และพืชไร่เพิ่มขึ้น 2.54 ล้านไร่ ขณะที่ป่าไม้ลดลงมากถึง 7.32 ล้านไร่ ที่ดินรกร้างก็ลดลง 1.96 ล้านไร่…ทั้งประเมินภาพอนาคตเกษตรไทยและการใช้ที่ดินว่า การใช้ที่ดินและน้ำด้านท่องเที่ยวกับอุตสาหกรรมจะยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่การเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ ในปี 2557 เหลือ 122-132 ล้านไร่ ใน 18 ปีข้างหน้า(ค.ศ.2035)หรือลดลงตั้งแต่ 4.35% ถึง 11.59% นับได้ว่าที่ดินเกษตรลดลงอย่างรวดเร็วหลังยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตรและประกันรายได้เกษตรกร แต่ปัจจัยหักเหยังจะเกิดจากนโยบายการเกษตรในอนาคต,เทคโนโลยีสมัยใหม่,ภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (climate change) รวมถึงพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและพ.ร.บ.การเช่าที่ดินเกษตร

“ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นตัวกระตุ้นการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น โดยในไทยคนรวยถือครองที่ดินร้อยละ 80 เกษตรกรไร้ที่ดินทำกินเพิ่มขึ้น ภาครัฐจะหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรยากขึ้น ปัญหาจะวนมาถึงพื้นที่ป่าที่ลดลง”

ส่วน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ชี้ว่า ความต้องการน้ำทุกภาคส่วนในอนาคตจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเพื่ออุปโภคบริโภคหรือภาคธุรกิจต่างๆ การจัดการในอนาคตขึ้นกับโครงการใหญ่ของภาครัฐจะเกิดขึ้นตามแผนหรือไม่ ทั้งระบุทีมวิจัยเสนอว่า เพื่อให้เกิดการจัดการน้ำที่เหมาะสม ควรเดินหน้าจัดเก็บค่าบำรุงรักษาคลองชลประทาน,ศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำ,แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค่าน้ำดิบจากการประปาฯ และควรจัดเก็บภาษีมลพิษในน้ำและภาษีนำเข้าสารเคมีการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ทั้งยืนยันว่า ควรเก็บค่าน้ำภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถกำหนดอัตราต่ำได้ แต่เรื่องนี้นักการเมืองต่อต้านมาตลอด…

ฟังนักวิชาการว่าแล้ว ผมก็หวังว่า รัฐบาลจะเร่งจัดการโครงการต่างๆให้สำเร็จลุล่วงตามแผนให้ได้ด้วยดี เพื่อรับมือกับภาพอนาคต มิเช่นนั้นลูกหลานเกษตรกรไทยลำบากยากเข็ญอีกนานแน่

สาโรช บุญแสง

Leave a comment