ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/290242

แตกใบอ่อน : สมุนไพรไทยในตลาดโลก
สัปดาห์นี้ขออนุญาตเก็บตกงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแค่จะสามารถจะปลุกกระแสตลาดสมุนไพรในประเทศให้คึกคักอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างกระแสให้ต่างชาติมารุมตอมได้ยิ่งกว่าเดิมอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
ไม่เชื่อลองไปถาม “ชนินทร หริ่มเจริญ” ผอ.กองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานโต้โผใหญ่จัดงานครั้งนี้ดูได้ เพราะมีคนเห็นดอดควงผู้ประกอบการทั้งในประเทศ รวมถึงต่างประเทศอย่างเอเชีย ยุโรป พาไปบุกพิสูจน์ศักยภาพการผลิตสมุนไพรไทยถึง“โรงงานชีวะโกโอสถ” อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และ “บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด” อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 2 โรงงานสมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่าได้มาตรฐานระดับสากล
งานนี้ได้ข่าวว่าบรรดาผู้ประกอบการต่างชาติ พากันทึ่งในสรรพคุณและศักยภาพการผลิตของโรงงานสมุนไพรไทยอย่างมาก และน่าจะเป็นทิศทางที่ดีที่ตลาดสมุนไพรไทยจะได้ขยายตัวในตลาดโลกกว้างขวางขึ้นไปอีก จากเดิมที่กระแสตอบรับดีอยู่แล้วจนทำยอดส่งออกได้ถึงปีละนับแสนล้านบาท
พูดถึงสมุนไพรไทยและองค์ความรู้“แพทย์แผนไทย” ก็ต้องบอกว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะ “จีน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้ายุทธจักรของศาสตร์แพทย์แผนโบราณ
ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่คุยโวโอ้อวดหรือตะแบงเข้าข้างประเทศไทยแบบไม่ลืมหูลืมตานะครับ แต่เพราะอย่างที่เรารู้กันดีอยู่ว่าประเทศไทยมีพืชพื้นบ้าน พืชสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคเป็นร้อยเป็นพันชนิด ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ตามข้อมูลจาก “กรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” กระทรวงสาธารณสุข บ้านเรามีสมุนไพรอยู่ราวๆ กว่า 1,800 ชนิด และคนเฒ่า คนแก่ บ้านเราก็รู้จักเอามาทำยา เอามารักษาโรค หรืออย่างที่เราเรียกว่าเป็น “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” มานานเป็นร้อยปีแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเป็นที่เราเองที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแพทย์ทางเลือก หรือคิดจะพัฒนาตลาดสมุนไพรในเชิงพาณิชย์มาก่อน จนถูกฝรั่งมังค่า ถูกชาวต่างชาติ แอบนำไปจดสิทธิบัตรกันอย่างหน้าด้านๆ มาหลายชนิดแล้ว จนกระทั่งกระแสการบริโภคเพื่อสุขภาพมาบูมในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นั่นแหละ สมุนไพรไทยถึงได้แจ้งเกิดขึ้นมาได้
ขณะที่ตัวเลขของ กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ก็ยืนยันชัดว่าตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จจากสมุนไพรไทยปัจจุบันถือว่า “มาแรง” และเติบโตไม่ใช่เล่น เพราะมีการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งสมุนไพรสด สารสกัดจากสมุนไพร ยาแผนโบราณ และที่สำคัญ คือ สินค้าจำพวกเครื่องสำอางค์สมุนไพร เช่น สบู่ แชมพู ครีมถนอมผิว ที่สร้างมูลค่าการส่งออกได้ชนิดที่ว่าทะลุทะลวง
ดังนั้น จึงถือว่าน่าจับตาทีเดียวกับทิศทาง “สมุนไพรไทย” ของเราในอนาคต เพราะถ้าพัฒนากันดีๆ ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญ ก็คือ “เกษตรกรไทย” จะได้มีทางเลือกและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ต้องพึ่งพาแต่การปลูกข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือพืชยอดฮิตอื่นๆ จนต้องประสบปัญหาล้นตลาดวนๆ เวียนๆ อยู่แบบที่ผ่านมาทุกปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรของเราลืมตาอ้าปากกันไม่ได้เสียที
มะลิลา