ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/295592

ส่องเกษตร : จำเป็นหรือไม่ต้องเก็บค่าน้ำ?
เกษตรกร ชาวนาหลายพื้นที่หลายองค์กร กำลังส่งเสียงคัดค้านกันอย่างดุเดือด หลังมีข่าวจากนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ดีเดย์ภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ กฎหมายใหม่เกี่ยวกับ “ทรัพยากรน้ำ” จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้มีการเรียกเก็บ “ค่าใช้น้ำ” กับทุกกลุ่มรวมทั้งเกษตรกรที่นำน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะไปใช้ ทั้งแม่น้ำ ลำคลอง บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ
กระแสความไม่พอใจจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆนำเสนอออกมารุนแรงมาก กล่าวหารัฐบาล คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า แทนที่จะเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากภาวะสินค้าพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำติดต่อกันมาหลายปี จนแทบจะตายกันอยู่แล้ว กลับมาซ้ำเติม เพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอีก ตั้งแต่บรรพบุรุษมาไม่เคยต้องเสียค่าน้ำทำนามาก่อน ทั้งไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนมาเก็บค่าน้ำเช่นนี้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช.ก็สบช่อง นำไปขยายผลในการโจมตีหนักขึ้นด้วย จนแทบจะเป็นปัญหาการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ติด ต้องให้หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกันอย่างหนักในเวลานี้
ก็ขออนุญาตสรุปเรื่องนี้สักนิด กฎหมายที่ว่าคือ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ… ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นผู้เสนอ แล้วรัฐบาลส่งเข้าสนช.-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านขั้นตอนวาระที่ 1 เห็นชอบรับหลักการไปตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา กำลังอยู่ในขั้นตอนแปรญัตติวาระที่ 2 ซึ่งได้ขยายเวลาพิจารณามารอบหนึ่ง จะครบกำหนดตุลาคมนี้ แต่ล่าสุดพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้ระบุว่า จะขอขยายเวลาอีก 90 วันไปถึงเดือนมกราคม 2561 เพราะต้องรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องอีกมาก ดังนั้น ที่ว่าจะดีเดย์บังคับใช้ตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จึงไม่ใช่แล้ว
ส่วนเหตุผลที่ต้องออกกฎหมายนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำชี้แจงไว้ว่า เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงเรื่องทรัพยากรน้ำ รัฐบาลจึงต้องมีกลไกบริหารจัดการ“น้ำ”ที่มีประสิทธิภาพ การจัดสรร“น้ำ”ให้เกิดความเพียงพอต่อการใช้ในทุกด้าน จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ
ซึ่งระบบจัดสรรน้ำจะสร้างสิทธิการเข้าถึงน้ำสาธารณะ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม กฎหมายนี้จึงกำหนดการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ 1.ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า 2.ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหารเก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม. ธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อลบ.ม. และ3.สำหรับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่และกิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำปริมาณมากเก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลบ.ม.
ขอทำความเข้าใจตรงนี้ด้วยว่า ที่จะเรียกเก็บคือ“ค่าใช้น้ำ”จากแหล่งน้ำสาธารณะ ไม่ใช่“ภาษีน้ำ”อย่างที่หลายๆสื่อใช้คำนี้ จนเกิดความไขว้เขว และการจัดเก็บตามอัตราดังกล่าว ก็เป็นข้อเสนอตามร่างเดิมของอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลคสช.โดยบิ๊กเต่า-พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯยืนยันล่าสุด คือ รัฐบาลไม่มีความคิดจะเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร“รายย่อย”อย่างเด็ดขาด สอดคล้องกับการยืนยันของพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯพิจารณากฎหมายฉบับนี้
ที่จริงการจัดเก็บ“ค่าใช้น้ำ”จากแหล่งน้ำสาธารณะนั้น เป็นกลไกหนึ่งที่นักวิชาการได้ศึกษาวิจัยและสนับสนุน เพื่อทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตทุกภาคส่วน เพราะต้องยอมรับว่า นับวันต้นทุนน้ำยิ่งหดหายหายากขึ้น สวนทางกับการใช้ที่มากขึ้นทุกที…อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการแย่งใช้น้ำอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงความขัดแย้งแย่งชิงน้ำในช่วงที่เกิดวิกฤติภัยแล้ง
แต่การเก็บค่าน้ำ ต้องทำควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำด้านอื่นๆให้ครบถ้วน รวมถึงรายได้จาก ค่าใช้น้ำที่จัดเก็บได้ ควรต้องนำไปใช้ดูแลรักษาแหล่งน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นที่ยอมรับของชุมชน
ซึ่งถ้าอธิบายความจำเป็นเหล่านี้ให้เกษตรกรได้เข้าใจ รวมทั้งทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับมีมาตรการและกลไกที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ก็คงจะแก้ไขบรรเทาการต่อต้านลงได้
แต่ถ้ายังปล่อยให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะฟรีๆแบบไร้ประสิทธิภาพเช่นทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่จะย่ำอยู่กับที่ แต่ยิ่งจะทำให้สถานการณ์น้ำของไทยแย่ลงทุกที กระทั่งวิกฤติเกินเยียวยาได้ในที่สุด
สาโรช บุญแสง