‘อ.สมเถา สุจริตกุล’ ตั้งเป้าจัดคอนเสิร์ตปีละครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284488

‘อ.สมเถา สุจริตกุล’ ตั้งเป้าจัดคอนเสิร์ตปีละครั้ง

‘อ.สมเถา สุจริตกุล’ ตั้งเป้าจัดคอนเสิร์ตปีละครั้ง

วันเสาร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

(ซ้าย) พิธีกรรายการ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย และ อ.สมเถา สุจริตกุล

มีเรื่องราวดีๆ มาให้ชมกันตลอดๆ สำหรับรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 สัปดาห์นี้พิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย”พาไปพูดคุยกับเจ้าของรางวัลศิลปาธร “อ.สมเถา สุจริตกุล” กับเรื่องราวการจัดงาน 48 Forever ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเร็วๆ นี้

อ.สมเถา สุจริตกุล เล่าว่า “ล่าสุดที่จัดงานไปคือ 48 Forever หรือว่า เพลงพระราชนิพนธ์ 48 เพลงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถามว่าถ้ามีคนเรียกร้องอีก จะจัดอีกไหม คือจริงๆ แล้วการต้อนรับจากคนที่มาชมมันเหลือเชื่อ ทีแรกผมนึกว่าคงจะไม่มีใครมาดูเพลง 6 ชั่วโมง มันยาวนานมาก แต่ว่าจริงๆ เราก็มีพักเบรก ทานอาหารตอน 90 นาที แต่ว่าคือจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาทั้งหมด6 ชั่วโมง คือผมไม่นึกว่าจะมีคนอยู่จนจบ แต่ปรากฏว่าอยู่จนจบหมดเลย

แล้วนอกจากนั้น มีคนบางคนมา 2 รอบเลย มาแล้วมาอีก ผมก็ใช้วิธีล่อนิดหน่อย เพราะว่าทั้ง 2 วัน คือคนร้องไม่เหมือนกัน เวอร์ชั่นบางเวอร์ชั่นไม่เหมือนกัน อย่างวันหนึ่งถ้าจะฟัง ป๊อด โมเดิร์นด็อกต้องมาวันนี้แหละ อีกวันเพลงเดียวกัน น้องไมร่า เป็นคนร้อง

สิ่งที่สำคัญคือ การที่เราเอาเพลงทั้ง 48 เพลงมาเล่น โดยที่ใช้วงดนตรีหลายชนิด ทั้งวงซิมโฟนี วงแจ๊ส ทั้งวงดุริยางค์ ทั้งวงอะไรต่างๆ เราก็ทำภายในหนึ่งวัน ทำให้คนที่อาจจะรู้จักเพลงในหลวง ร.9 แต่ว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าความหลากหลายของทำนองมีมากแค่ไหน คือไม่เข้าใจว่าเพลงนี้มันออกมาได้ในกี่แบบ และก็จริงๆ แล้วเป็นการแสดงภาพรวมในทางที่ค่อนข้างจะใหม่

หลังจากนั้นก็มีหลายคนบอกว่า เมื่อไหร่จะทำอีกๆ ซึ่งการทำงานนี้ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก ไม่ได้นอน 5 วัน นอนวันละหนึ่งชั่วโมง เมื่อเช้านี้เพิ่งโดนหมอเอ็ด เพราะพักผ่อนไม่พอ ผมกำลังคิดว่าทำคอนเสิร์ตปีละครั้งน่าจะได้ เพราะหนึ่ง คือการค้นหาหรือการเรียบเรียงของเพลงของพระองค์ท่านที่อยู่ในคุณภาพที่เรียกว่าเวิลด์คลาส เรายังทำไม่ครบ คือยังค้นหา ยังมีเวอร์ชั่นที่ พล.ร.อ.หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช ได้เรียบเรียงไว้กว่า 20 เพลง แต่ว่าเราเจอแค่ประมาณ 10 เพลง คือก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านได้อนุญาตให้เราเอามาใช้ แต่ว่าบางอันก็หาไม่เจอบ้าง อยู่ในห้องสมุดของตรงโน้นตรงนี้ นอกจากนั้นก็มีบางเพลงที่ไม่เคยอะเร้นจ์สำหรับวงซิมโฟนีเลยก็งานนี้เป็นงานที่มีโอกาสคล้ายๆ เป็นรอบปฐมทัศน์ของบางเพลงที่อะเร้นจ์แบบซิมโฟนี

คือจริงๆ แล้วผมคิดว่าถ้าเรามีทุกปี ก็จะมีโอกาสที่จะเล่นอะเร้นจ์ที่มันใหม่ๆ อีก นอกจากนั้น ก็นักแสดงหลายคนที่คราวนี้ไม่ได้มีโอกาส ก็จะมีโอกาสแสดงในครั้งต่อไป ถ้ามันกลายเป็นคอนดิชั่นทุกปี นอกจากนั้น มันน่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย เพราะว่าประเทศอื่นไม่มีอะไรแบบนี้ อันนี้คือไอเดีย

ตอนนี้งานหลักๆ ที่ผมทำอยู่ตั้งแต่กลับมาเมืองไทย คือผมเน้นการที่แสดงความพิเศษของคนไทยให้โลกภายนอกเห็นมากขึ้น เพราะว่าจริงๆ ความสามารถมีเยอะมาก แม้แต่คนไทยเองยังไม่ทราบ จริงๆ คนต่างประเทศเริ่มจะทราบมากกว่าคนไทย
ด้วยซ้ำ อันนี้เป็นงานหลักที่ทำอยู่

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับทศชาตินั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่มันไม่ได้เป็นไอเดียที่มาทันที แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิด เพราะว่าสาเหตุที่ผมกลับมาเมืองไทยครั้งแรก หลังจากที่ไปอยู่เมืองนอกแล้วไม่คิดจะกลับ ก็เป็นเพราะว่าวงบีเอสโอติดต่อผม แล้วก็อยากจะให้ผมทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับพระมหาชนก ซึ่งตอนนั้นเป็นบทพระราชนิพนธ์เพิ่งทำออกมา ผมก็กลับมา แล้วผมก็ดัดแปลงหนังสือเล่มนี้เป็นในรูปแบบของซิมโฟนี

อันนี้รู้สึกว่าเปิดการแสดงเมื่อปี 1996 คือ 20 ปีมาแล้ว ตอนนั้นวงการของดนตรีคลาสสิกในเมืองไทยไม่ได้ก้าวหน้าเท่าตอนนี้ คือจริงๆ วงที่เล่นวงดุริยางค์ที่ดังจริงๆ ก็มีวงบางกอกซิมโฟนีวงเดียว แต่ว่าตอนนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงได้ฟังซีดีอันนี้ แล้วก็รับสั่งว่า สมเถาน่าจะมาอีก แล้วผมก็ทูลพระองค์ว่า จริงๆ แล้วอีกไม่กี่ปีวงดนตรีไทยคงจะเล่นซิมโฟนีของ มาห์เลอร์ ได้ ผมก็สัญญากับพระองค์ว่า วันหนึ่งนักดนตรีไทยจะเล่นซิมโฟนี ของมาห์เลอร์ได้ทุกเพลง เสียดายที่สุดที่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ก่อนที่ผมจะทำครบ แต่ว่าตอนนี้ก็ครบแล้ว คือผมได้ทำตามสัญญาไปแล้ว

ทีนี้คือ คุณต้องเข้าใจว่าพระมหาชนก เป็นทศชาติเบอร์สอง อีกนานสิบปีหลังจากนั้นมีคณะโอเปร่าที่สหรัฐอเมริกา ติดต่อผม บอกว่าอยากคอมมิชชั่นโอเปร่าเรื่องหนึ่ง เขาบอกว่าทุนคอมมิชชั่นมาจากสมาคมสหรัฐอินเดีย เพราะฉะนั้นโอเปร่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้เกี่ยวกับอินเดีย

ผมก็มีไอเดียว่าจะทำเตมีย์ใบ้ เป็นโอเปร่า ซึ่งเป็นทศชาติเบอร์หนึ่งในสิบชาติ เพราะว่ามันมีอะไรที่ท้าทายมาก คือเรื่องพระเตมีย์ใบ้นี้เป็นเรื่องที่พระเอกใบ้ แล้วจะเป็นโอเปร่าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าตัวไม่สามารถพูดได้ คือแค่ตอนจบเท่านั้นเองที่แบบมีเสียง ที่ต้องเป็นเสียงแบบเสียงสวรรค์เลยก็เป็นโอเปร่าที่ท้าทาย

พอโอเปร่าเรื่องนี้แสดงที่ ฮิลตัน เมื่อปี 2010 ก็ปรากฏว่าตั๋วขายหมด รีวิวทั้งในหนังสือพิมพ์ของฮิลตัน แล้วก็ของทั้งโอเปร่านิวส์ ของโอเปร่าทั่วโลก ก็คือเป็นรีวิวที่ดีกว่าปกติ แล้วก็สิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าจริงๆ แล้วเป็นโอเปร่าเรื่องแรกที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์ด้วย เราก็เป็นพุทธอยู่แล้ว เราไม่ได้คิดว่าเป็นอะไรแปลกที่จะเขียนดนตรีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่ว่ามันเป็นเรื่องอันแรกในพุทธศาสนา ทีนี้การที่ผมทำเรื่องเตมีย์ใบ้ ทำให้เริ่มสนใจชาดกมากขึ้น เพราะว่าจริงๆ แล้วชาดกแต่ละเรื่องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตปัจจุบันของมนุษย์

แม้แต่เรื่องเตมีย์ใบ้ เราอาจจะนึกว่าสตอรี่ของมันพิสดาร แล้วก็โบราณ แล้วก็ไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ถ้าเราดูจากอีกมุมมองหนึ่งมันก็เหมือนครอบครัวปัจจุบันที่อาจกำลังมีลูกคนหนึ่งที่ไม่ยอมพูด คืออาจจะเป็นออทิสซึ่ม อาจจะมีปัญหาอะไรในโลกภายนอก แล้วหนีเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง อันนี้คือสิ่งที่คนปกติธรรมดาต้องประสบ

ผมก็พยายามใช้ความคิดของคนปัจจุบัน มาอินเทอร์เฟ็กท์ให้เรื่องเป็นสิ่งที่เข้าใจกันได้โดยคนปัจจุบัน หลังจากนั้นผมก็มีไอเดียว่าน่าจะทำอีกสักเรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องต่อไปที่ผมทำ คือ พระภูริทัต”

เรื่องราวดีๆ ที่ครบครันทั้งสาระและบันเทิงแบบนี้ มีให้ชมในรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน”ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784 ทางดิจิตอลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้า byคุณแหน

Leave a comment