กิน-อยู่-ชีวิต ตามหลักอายุรเวท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/287085

กิน-อยู่-ชีวิต ตามหลักอายุรเวท

กิน-อยู่-ชีวิต ตามหลักอายุรเวท

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การมีสุขภาพที่ดี เป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างก็ปรารถนา ปัจจุบันจึงมีศาสตร์หรือหลักการดูแลสุขภาพต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนกลายเป็นกระแสให้ผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แต่ร่างกายมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกันฉะนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าหากเราทำตามหลักการของคนอื่นแล้วสุขภาพของเราจะดีเหมือนอย่างเขา?

หลายคนคงเคยได้ยินศาสตร์การดูแลสุขภาพที่เรียกว่า “อายุรเวท” ศาสตร์นี้มีความเก่าแก่มายาวนานกว่า 5,000 ปี สืบทอดมาถึงปัจจุบัน และยังเป็นหลักพื้นฐานให้เกิดศาสตร์อื่นๆ ตามมาอีกมากมาย โดยศาสตร์อายุรเวทจะพิจารณามนุษย์เป็น 3 มิติ คือร่างกาย จิตใจ และพลังงาน ซึ่งพลังงานในที่นี้มี 5 องค์ประกอบ ที่เชื่อมโยงจักรวาลและมนุษย์เข้าด้วยกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ พลังงานทั้ง 5ช่วยส่งเสริมและหมุนเวียนอยู่ในร่างกายมนุษย์ แต่จะแตกต่างไม่เท่ากันในทุกคน พลังงานใดที่อยู่ในร่างกายเยอะกว่าก็จะเรียกว่าเป็นคนธาตุนั้นๆ หรือเรียกว่าเป็น ธาตุประจำตัว (Metabolic type) นั่นเอง อายุรเวท จึงแบ่งธาตุออกเป็น 3 ธาตุหลัก คือ วาตะ หรือ ธาตุลม ปิตตะ หรือธาตุไฟ และคาฟะ หรือธาตุดินและน้ำ ซึ่งหลักการดูแลสุขภาพ ประเภทของอาหารที่จะสร้างสมดุลให้ร่างกายแต่ละธาตุก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน ดังนั้นการที่เรารู้จักธาตุของตัวเองจะช่วยให้เรารู้เท่าทันร่างกายและปัญหาที่มักจะเกิดกับตัวเรา และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลนั่นเอง ฉะนั้นทั้ง 3 ธาตุหลักมีคุณสมบัติและหลักการดูแลสุขภาพอย่างไร สถาบันนานมีบุ๊คส์อินโนเวชั่น จึงได้เชิญ ดร.ดวงทิพย์ อโรร่า ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพแบบอายุรเวทศาสตร์และศาสตร์การรักษาแบบอินเดีย มาให้ความรู้และทำความรู้จักไปพร้อมกัน

วาตะ หรือ ธาตุลม จะมีคุณสมบัติคือ เบา แห้งและเย็น ฉะนั้นคนธาตุนี้จะไม่ค่อยอ้วน โครงสร้างร่างกายเล็ก เป็นคนคิดเร็ว พูดเร็ว กระตือรือร้นตลอดเวลา ขี้เบื่อ เข้าใจง่ายแต่ก็ลืมง่าย คนธาตุนี้ส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องท้องผูก การใช้ชีวิตจึงต้องตรงกันข้ามกับคุณสมบัติของลม คือต้องทำร่างกายให้อบอุ่น กินน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้น กินสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ควรกินเป็นเวลา เพราะลมจะขึ้นง่ายทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร แนะนำว่าควรพกอาหารที่ทานง่ายๆ อย่างกล้วย หรือผลไม้อบแห้งติดไว้ เพื่อกินไม่ให้ท้องว่างหากไม่มีเวลากินจริงๆ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญขาดไม่ได้สำหรับคนธาตุนี้และไม่เหมาะกับการกินของดิบๆ หากจะกินควรผสมกับสมุนไพร หรือน้ำมัน เพื่อเพิ่มความร้อนให้ของดิบเหล่านั้น จึงจะทำให้ย่อยได้ดีขึ้น

ปิตตะ หรือธาตุไฟ จะมีคุณสมบัติคือ ร้อน คนธาตุนี้จะมีบุคลิกความเป็นผู้นำ ฉลาด แต่โมโหง่าย คนธาตุนี้ส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องท้องเสียง่าย มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก การใช้ชีวิตก็ควรตรงข้ามคือการกินอาหาร หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ดื่มน้ำมะพร้าวหรือน้ำว่านหางจระเข้ น้ำเก๊กฮวย ควรกินมื้อหนักในมื้อกลางวัน เพราะจะหิวมากเวลานี้ แต่ควรเน้นกินผักผลไม้ใบเขียว อาหารฤทธิ์เย็น เพราะภายในร่างกายร้อนอยู่แล้วหากยิ่งกินของฤทธิ์ร้อนจะยิ่งไปสะสมที่ตับ ทำให้ตับอักเสบได้ง่าย

คาฟะ หรือธาตุดินและน้ำ เป็นธาตุที่หนักทั้งดินและน้ำ มีความเย็นและเชื่องช้า คนธาตุนี้มักจะมีรูปร่างอวบอ้วน กระบวนการภายในอย่างการย่อยอาหารก็จะช้าเช่นกัน ฉะนั้นการกินแค่ 2-3 มื้อต่อวันก็เพียงพอแล้ว อย่างมื้อเช้าให้เริ่มที่ประมาณ 10 โมง เพราะระบบย่อยในช่วงเช้าจะเริ่มต้นช้าและจะเริ่มทำงานเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว และมื้อสุดท้ายให้ทานก่อนพระอาทิตย์ตก โดยเน้นอาหารเบา ๆ ย่อยง่าย ธาตุนี้หากกินมากเกินไปจะสะสมภายในได้ง่าย ซึ่งจะทำให้รู้สึกขี้เกียจไม่กระปรี้กระเปร่า หรือง่วงอยู่ตลอดเวลา

ดร.ดวงทิพย์ อโรร่า

ดร.ดวงทิพย์ อโรร่า กล่าวปิดท้ายว่า “หากพิจารณาจะเห็นว่าหลักการง่ายๆ คือให้เราใช้ชีวิตให้ตรงข้ามกับธาตุประจำตัวเรานั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม สุขภาพร่างกายของแต่ละคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถึงแม้จะเป็นคนที่มีธาตุเดียวกัน แต่ปัญหาหรือโรคที่เกิดกับแต่ละคนก็ต่างกัน ฉะนั้นการวินิจฉัยและให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลจึงจะให้ประสิทธิภาพที่มากกว่า”

ทั้งนี้ สถาบันนานมีบุ๊คส์อินโนเวชั่น จะจัดค่ายพัฒนาสุขภาพ “กิน-อยู่-ชีวิต ดูแลสุขภาพกาย-ใจแบบอายุรเวท” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพได้เรียนรู้การใช้ชีวิตตามหลักอายุรเวท เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกาย สู่การมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน ด้วยโปรแกรมการวินิจฉัย และให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล โดย ดร.ดวงทิพย์ อโรร่าผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพแบบอายุรเวทศาสตร์และศาสตร์การรักษาแบบอินเดีย เป็นวิทยากรตลอด 3 วัน 2 คืน ในวันที่ 6-8 ตุลาคม 2560 ณ Go Genius Learning Center (เขาใหญ่)

กิจกรรมภายในค่าย จะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์อายุรเวทโดยภาพรวมไปจนถึงการเจาะลึกแต่ละหัวข้อ ตั้งแต่เรื่องธาตุ อาหาร การออกกำลังกาย การฝึกหายใจ และการพักผ่อนอย่างเหมาะสม โดยไฮไลท์อยู่ที่การค้นหาธาตุประจำตัว รู้จักร่างกายของตัวเอง โดยการทำแบบทดสอบ ซักถามเพื่อสะท้อนการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน และการจับชีพจร จากนั้นจึงให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล พร้อมจัดโปรแกรมที่เหมาะสม หลังจบค่ายมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง หรือขอคำปรึกษากับดิฉันได้โดยตรง อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องอาหาร จะมีการสาธิตการทำอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละธาตุ เช่น Metabolic tea, สลัดสมุนไพร, โยเกิร์ต เป็นต้น

อีกทั้ง ให้ความรู้ที่สำคัญมากในเรื่องอาหารชนิดที่ดีและไม่ดีต่อร่างกาย วิธีการกินอาหารแบบ combination อาหารที่ไม่ควรกินร่วมกันเพราะจะทำให้เกิดพิษ และอาหารที่ควรกินร่วมกันจะยิ่งเสริมประโยชน์ต่อกัน เจาะลึกเรื่องความรู้ด้านอาหารมากขึ้น เช่น เรื่องน้ำมัน การผัด ทอด ในส่วนเรื่องการฝึกหายใจเป็นแบบปราณยามะและการออกกำลังกายแบบโยคะ ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ พร้อมด้วยการฟังดนตรีบำบัด ซึ่งจะช่วยคลายเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วยให้พลังงานในร่างกายไหลเวียนสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกระดูกสันหลังที่มีความสำคัญมาก ก็จะบอกว่าทำโยคะท่าไหน เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นให้กระดูกสันหลังซึ่งเป็นแกนสำคัญของร่างกาย กิจกรรมจะเน้น Interactive ลงมือปฏิบัติทำร่วมกันตลอด 3 วัน 2 คืน

ค่ายพัฒนาสุขภาพ “กิน-อยู่-ชีวิต ดูแลสุขภาพกาย-ใจแบบอายุรเวท” เปิดรับสมัครแล้ว สอบถามหรือสมัครเข้าร่วมได้ที่ โทร.02-6623000 ต่อ 5226, 4441 หรือ 085-0709162 ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ผ่านทาง www.nanmeebooks.com หรือ www.facebook.com/nanmeebooksfanLINE@Nanmeebooksfan

Leave a comment