ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นราธิวาส’ ภูมิบางนราถิ่นคนดีรักษาแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286954

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : 'นราธิวาส' ภูมิบางนราถิ่นคนดีรักษาแดนใต้

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นราธิวาส’ ภูมิบางนราถิ่นคนดีรักษาแดนใต้

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชายทะเลเมืองนราธิวาส

ด้วยนโยบายการแก้ไขปัญหาและสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้นั้นจึงมีโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ขึ้น โดยอำเภอสุไหงโก-ลก นราธิวาส อำเภอเบตง ยะลา และอำเภอหนองจิก ปัตตานี เป็นพื้นที่การพัฒนาต้นแบบตามบริบทของแต่ละอำเภอดังนี้การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสานที่อำเภอหนองจิก การพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนที่อำเภอเบตง และการพัฒนาการค้าชายแดนระหว่างประเทศที่อำเภอสุไหงโก-ลก ดังนั้นกรมประชาสัมพันธ์จึงมีนโยบายสร้างความเข้าใจเรื่องดังกล่าวขึ้นเพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นยังน่าอยู่น่าเที่ยวและมีสิ่งสนใจมากมาย อาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิเมืองไปที่จังหวัดนราธิวาสซึ่งเดิมนั้นเป็นเมืองเก่าใน อาณาจักรลังกาสุกะที่พบเพียงซากเจดีย์ ๓ องค์ บริเวณวัดเขากง อายุประมาณ๑,๓๐๐ ปี ซึ่งถูกรื้อสร้างพระพุทธทักษิณมิ่งมงคลแทนไปแล้ว ชื่อเดิมนั้นคือ บางนรา ขึ้นกับเมือง สายบุรี เป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองภาคใต้ต่อมาได้โอนขึ้นกับเมือง ระแงะ ซึ่งมีประวัติเชื่อมโยงกันกับเมืองปัตตานี เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ

ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ได้ให้ยกทัพมาปราบปรามข้าศึกที่เข้ามาทางปักษ์ใต้ เมื่อข้าศึกแตกพ่ายหนีไปแล้ว จึงเสด็จประทับ ณ เมืองสงขลา และได้มีรับสั่งออกไปถึงหัวเมืองมลายูทั้งหลาย ที่เคยขึ้นกับอยุธยามาก่อนนั้นให้มาขึ้นต่อกันดังเดิมโดยมีพระยาไทรบุรี และพระยาตรังกานูยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี แต่พระยาปัตตานีนั้นแข็งเมืองไม่ยอมอ่อนน้อม จึงรับสั่งให้ยกทัพไปเมืองปัตตานีเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๒ ได้เมืองปัตตานีแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ตั้งให้แก่ พระยาสงขลา (บุญฮุย) เป็นพระยาปัตตานีอยู่ในการกำกับดูแลของเมืองสงขลาต่อไปและตั้งให้เป็นเมืองมนตรีขึ้นอยู่กับกรุงรัตนโกสินทร์โดยตรง ระหว่างที่พระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) ว่าราชการเมืองปัตตานีอยู่นั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อยปกติสุขตลอดมาจนถึงแก่กรรมจึงโปรดเกล้าฯ ให้นายพ่าย น้องชายพระยาหลวงสวัสดิภักดีผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี และได้ย้ายที่ว่าการเมืองปัตตานีจากบ้านมะนา (อ่าวนาเกลือ) ไปตั้งอยู่ที่บ้านยามู ระหว่างนั้นพวกของซาเห็ดรัตนวงศ์ฯ และพวกโมเซฟได้เริ่มก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองโดยคบคิดกันปล้นบ้านพระยาปัตตานี และบ้านหลวงสวัสดิภักดี แต่ก็ได้ถูกตีถอยหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านกะลาพอ แขวงเมืองสายบุรี เมืองปัตตานีนั้นมีเขตกว้างขวาง และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม เที่ยวปล้นบ้านเรือนราษฎรจนเหลือกำลังที่พระยาปัตตานีจะปราบลงได้ จึงแจ้งราชการไปยังเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เถียนจ๋อง) ได้ออกมาปราบปรามและจัดนโยบายแบ่งแยกเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ เมืองได้แก่ เมืองปัตตานี, เมืองหนองจิก, เมืองยะลา, เมืองรามัน,เมืองระแงะ, เมืองสายบุรี และ เมืองยะหริ่ง


พระยาภูผาภักดีศรี เจ้าเมืองระแงะ คนสุดท้าย

ต่อมาในสมัยที่ ๓ พระยาปัตตานี (ต่วนสุหลง),พระยาหนองจิก (ต่วนกะจิ), พระยายะลา (ต่วนบางกอก) และพระยาระแงะ (หนิเดะ) โดยเจ้าเมืองทั้งสี่ได้สมคบคิดกันเป็นกบฏขึ้น จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาเพชรบุรี และ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ลงมาปราบ และพิจารณาเห็นว่า หนิบอสู ชาวบ้านบางปูซึ่งพระยายะหริ่งแต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองยะหริ่งนั้นเป็นกำลังสำคัญและได้ทำการต่อสู้ด้วยความกล้าหาญยิ่งจึงตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะ สืบต่อจากพระยาระแงะ (หนิเดะ)ที่หนีไป และได้ย้ายที่ว่าราชการจากบ้านระแงะมาตั้งใหม่ที่ ตำบลตันหยงมัส ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงให้ยกเลิกการปกครองแบบเก่า

โดยระเบียบแผนการปกครองและตำแหน่งหน้าที่ราชการให้เป็นระเบียบตามสมควรแก่กาลสมัย เมื่อวันที่
๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ต่อมาวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงให้แยก ๗ หัวเมือง ออกมาจากมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลปัตตานี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้ย้ายจากเมืองระแงะ ตำบลตันหยงมัส มาตั้งที่บ้านมะนาลอ(บางมะนาว) อำเภอบางนรา เมืองระแงะเดิมนั้นฐานะอำเภอบางนราขึ้นเป็นเมืองบางนรา มีอำเภอในการปกครองได้แก่ บางนรา, ตันหยงมัส, ยะบะ, สุไหงปาดี และโต๊ะโมะ สมัยรัชกาลที่ ๖ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระองค์ได้พระราชทานพระแสงศาสตราแก่เมืองบางนรา และเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองนราธิวาส” ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของคนดีรักษาแดนใต้จนทุกวันนี้ นับเป็นแหล่งการค้าชายแดนสำคัญที่สานต่อโครงการดังกล่าว


วงเวียนนกกระดาษ


ชุมชนในเมือง


ด่านชายแดนสุไหงโก-ลก


ท่าเรือประมง


เสานาฬิกากลางเมือง

Leave a comment