ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/285988

สารเติมเต็มความสวยหากใช้ผิดชีวิตเปลี่ยน
ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นทำให้องค์ประกอบของ “สารโครงสร้าง” ในชั้นผิวหนังลดลง จึงเกิดรอยเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นร่องแก้ม ร่องใต้ตาสารโครงสร้างนี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยองค์ประกอบหลักของโครงสร้างผิวหนัง คือคอลลาเจน (Collagen) เจ้าคอลลาเจนนี้เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนเป็นเกลียวซึ่งในทางการแพทย์นั้นก็ได้คิดค้นเทคนิคและวิธีการต่างๆ ขึ้นมามากมายเพื่อจะย้อนคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว ซึ่งวิธีการหนึ่งนั้นก็คือการใช้สารเติมเต็ม หรือว่า Filler นั่นเอง
แพทย์หญิงเพ็ญลดา ครุฑโกษา สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ผู้ก่อตั้ง Aime’ Clinic คลินิกด้านความงามครบวงจร ให้ความรู้เกี่ยวกับฟิลเลอร์ว่า ในประเทศไทยนั้นมีการฉีดสารเติมเต็ม (Filler Agents)เข้าผิวหนังมานานแล้ว โดยการใช้งานก็จะแตกต่างออกไปตามความต้องการ เช่นใช้เพื่อการแก้ไขความบกพร่องของผิวหน้า ปรับรูปหน้า เสริมจมูก เสริมคาง เสริมร่องแก้ม เติมรอยหลุม แก้มตอบ เติมก้น เสริมหน้าอก ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมีหลากหลายชนิดมากมาย ไม่ได้มีแต่ Hyaluronic acid เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราเข้าใจกันและการใช้งานก็แตกต่างกันออกไปด้วยโดยจะต้องเลือกใช้ให้ตรงการประเภทและความต้องการ โดย ฟิลเลอร์ สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ ฟิลเลอร์แบบไม่ถาวร (Temporary) ฟิลเลอร์กึ่งถาวร และฟิลเลอร์ถาวร
ฟิลเลอร์แบบไม่ถาวร ยังสามารถแบ่งได้อีก 3 ประเภท ได้แก่ คอลลาเจนที่สังเคราะห์จากสัตว์ Bovine (วัว), Pocine (หมู) แต่ลดความนิยมไปในปัจจุบัน เพราะมีอัตราการแพ้ที่สูงเมื่อเทียบกับแบบอื่น แบบที่สอง Bioengineered Human Collagen แม้จะไม่มีการแพ้ แต่เพราะราคาที่แพงกว่ามาก โดยไม่สามารถอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่นๆ จึงไม่เป็นที่นิยม และ Hyaluronic Acid (HA) จริงๆ แล้วเป็นสารโครงสร้างที่มีอยู่แล้วในร่างกาย เราจึงสร้างกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) สังเคราะห์ขึ้นเพื่อทดแทนคอลลาเจนในผิวที่เริ่มสูญเสียลงตามวัย โดยสารตัวนี้จะช่วยโอบอุ้มน้ำในผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นและกระชับขึ้น ในระยะแรก Hyaluronic Acid สังเคราะห์จากสัตว์ ได้แก่ Hyaform ต่อมา Hyarulonic ที่สกัดมาจากน้ำตาลที่ถูกย่อยโดยแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส (Non -bacteria derived synthetic hyaluronic acid : NASHA) เกิดขึ้น จึงทำให้แพทย์นิยมใช้มากกว่าสารชนิดอื่นๆ เพราะไม่ต้องกังวล เรื่องการแพ้ ฉีดง่าย และมีความคงตัวนาน โดยสามารถอยู่ได้ 8-12 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด เมื่อไม่พอใจผลการรักษา สามารถแก้ไขใหม่ได้โดยการฉีด Hyaluronidase หรือหลังจากสารได้สลายตัวเองไปตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อ

ฟิลเลอร์กึ่งถาวร เป็นฟิลเลอร์ที่มีโครงสร้างเป็นสารสังเคราะห์ เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และจะกระตุ้นให้เกิดซ่อมแซม ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นใหม่ได้ด้วย จึงอยู่ได้นานกว่า Hyaluronic acid หรือ collagen มาก โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ตำราบางเล่มกล่าวว่าฟิลเลอร์ที่เป็นสารสังเคราะห์เหล่านี้ไม่สลาย ทำให้แพทย์หลายท่านไม่กล้าใช้ เพราะกลัวจะเกิดปฏิกิริยา เช่น การติดเชื้อ การเกิดผังผืดของเนื้อเยื่อโดยรอบ แต่จากผลวิจัยและจากตำรา เปอร์เซ็นต์การเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้มากกว่าการใช้ Hyaluronic acid
นอกจากนี้ ยังมีการนำเซลล์ไขมันของตัวเอง Autologus Fat จากส่วนอื่นในร่างกาย มาฉีดในบริเวณที่ต้องการเคยนิยมแล้วเสื่อมความนิยมไปแล้ว เพราะเซลล์ไขมันที่เอามาฉีดอยู่ไม่ได้นาน ถ้าการเก็บเซลล์ไขมันไม่ดีพอ แต่ปัจจุบันเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น แต่มักเอามาใช้กับบริเวณที่ใหญ่ๆ เช่น การเสริมเต้านมด้วยไขมันตัวเอง หรือ เติมแก้มตอบ เป็นต้น
ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent) ที่เราคงคุ้นเคยกันดี คือ Silicone จริงๆ แล้วในต่างประเทศไทยยังคงมีใช้อยู่ แต่ silicone ที่ใช้ต้องเป็น medical grade เท่านั้น เพราะการใช้ silicone ที่คุณภาพไม่ดี (unpurified product) จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบเมื่อเวลาผ่านไป เช่น เป็นก้อนแข็ง จนถึงการเกิด granuloma และสามารถไหลได้นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยนั้นไม่มีการฉีดซิลิโคนเหลวแล้ว
ปัจจุบันในประเทศไทยมีฟิลเลอร์ให้เลือกใช้หลากหลายแบรนด์ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกันในแง่ของความหนืด ยิ่งหนืดก็จะเกาะเป็นก้อน ปั้นรูปได้สวย อยู่ได้นาน แต่ไม่เหมาะจะฉีดในบริเวณตื้นหรือผิวบาง ดั้งนั้น ในบางพื้นที่ เช่น ใต้ตา ร่องหัวคิ้ว ต้องใช้ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดน้อย ซึ่งก็จะอยู่ได้ไม่นานนัก แค่เพียง 6 เดือน ปัจจุบันตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Hyaluronic acid เพราะมีโครงสร้างเหมือนสารในร่างกายมนุษย์ ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน ร่างกายสามารถสลายได้หมด แต่ด้วยอายุการใช้งานที่ไม่นาน นานสุดคือ 18 เดือน ทำให้ต้องมีการเติมบ่อย ก็หมายถึงการสิ้นเปลือง และการฉีดจมูก จะไม่สามารถปั้นรูปได้สวยเท่าฟิลเลอร์ชนิดที่มีความเป็นสารสังเคราะห์ ซึ่งอยู่ได้ 3-5 ปี และราคาแพงกว่าฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic acid
อย่างไรก็ตาม มีข้อดีก็อาจมีข้อเสียตามมา หากเลือกใช้ไม่ถูก ซึ่งผลเสียที่อาจเกิดตามหลังการฉีดฟิลเลอร์ที่พบได้บ่อย คือ ผิวตะปุ่มตะป่ำ ไม่เรียบเนียนเกิดจากการเติมสารฟิลเลอร์มากเกินไป หรือเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีความเหนียวมากเกินไป จึงปั้นรูปไม่ได้ มักพบปัญหานี้บริเวณใต้ตา การอักเสบติดเชื้อ และเกิดกรานูโลมาหรือเป็นก้อนแข็งๆ อาจแข็งเหมือนเป็นเหมือนเม็ดกรวดหลังจากที่ฉีดไปได้สักระยะหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้จะพบน้อยมากแต่ก็มีเกิดขึ้นได้