ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/285113

เปิดใจ ‘หมอเดินดอย’ คุณหมอเก่ง-นพ.กิตติศักดิ์ พยับวิภาพงศ์
ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ฝนจะตกหนักสาหัสเพียงใด แต่ไม่อาจหยุดความมุ่งมั่นของทีมแพทย์อาสา พอ.สว. ในโครงการ “หมอเดินดอย” ครั้งที่ 15 ที่เข้าไปตรวจสุขภาพและแจกจ่ายยารักษาโรคให้กับชาวบ้านบนดอยสูง กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่เรียกขานกันว่า หน่วยแพทย์อาสา หรือ พอ.สว. โดยมี นายแพทย์ยุทธโพธารามิก เลขาธิการมูลนิธิ พอ.สว เป็นผู้ดูแลโครงการ
ภาพการบุกป่าขึ้นดอยของทีมแพทย์อาสากลุ่มนี้ ซึ่งมี นายแพทย์ประวิตร ศรีบุญรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดสกลนคร เป็นหัวหน้าทีม ได้ถูกเผยแพร่ผ่านโลกโซเชียลในเวลาอันรวดเร็ว และได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม คุณหมอเก่ง หรือ นายแพทย์กิตติศักดิ์ พยับวิภาพงศ์ แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง เป็นหนึ่งในทีมแพทย์อาสากลุ่มนี้ เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าร่วมโครงการแพทย์อาสา พอ.สว. ในโครงการหมอเดินดอยมา 3 ปีแล้ว ส่วนใหญ่จะเดินทางขึ้นบนดอยสูงของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างที่ อ.แม่แจ่ม และ อ.อมก๋อย

“เจ้าหน้าที่ของทีมประเมินมาแล้ว การเข้าถึงทางด้านสาธารณสุขค่อนข้างจำกัด ดังนั้น โครงการนี้จะจัดกันขึ้นในช่วงฤดูฝน เพราะถ้าชาวบ้านเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา กว่าจะเดินทางมาถึงมือแพทย์ก็ค่อนข้างลำบากและใช้เวลานานกว่า 4-6 ชั่วโมง ถ้าหากเหมารถก็ต้องใช้เงินจำนวนมากถึง 2,000 บาท เหล่านี้คือ คำตอบทั้งหมดเหตุใดทำไมเราถึงต้องเข้าไปหาพวกเขาเพื่อทำการรักษาในเบื้องต้น แต่ถ้าพบว่ารายไหนมีอาการหนัก ก็จะถูกนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ตามสิทธิการรักษา”
การดำรงชีวิตของชาวบ้านบนภูเขาสูง
โรคที่พบบ่อย 3 อันดับแรก คือ 1.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ 2.โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัด และ 3.โรคผิวหนัง สำหรับวัยเด็ก สิ่งที่เราพบมากคือ โรคติดต่อทางเดินหายใจ ไข้หวัด ส่วนปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำไร่ ทำสวนจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุที่ต้องตรากตรำทำงานหนักนั่นเอง
“จากประสบการณ์ 3 ปี ที่ออกหน่วยแพทย์อาสา ผมเห็นภาพวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ราวกับประเทศไทยเมื่อย้อนไปเมื่อ 30-50 ปีที่แล้ว เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง มีเพียงบางจุดที่จะใช้โซลาร์เซลล์ ที่ต้องจำกัดการใช้ในบางระยะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น ขณะเดียวกันระบบน้ำประปาหมู่บ้าน จะเป็นน้ำจากภูเขา อาหารการกิน ก็จะเน้นพืชผักสวนครัว ที่สำคัญเรื่องห้องน้ำ จากที่สมัยก่อนอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน ตรงนี้ก็เป็นปัญหาอยู่บ่อยครั้ง จนมีโรคระบาดอหิวาตกโรค เกิดตามมา แต่ก็โชคดีที่มีกลุ่มคนจิตอาสา พากันขึ้นไปสร้างสิ่งเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ก็ให้ความสำคัญมากขึ้น เริ่มมีการจัดสรรที่ดีขึ้นกว่าอดีต ส่วนการดูแลสัตว์เลี้ยง บางหมู่บ้านเขาเริ่มมีการแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยของคนกับสัตว์เลี้ยง ออกจากกันแล้ว”

เมื่อถามถึงความยากลำบากที่ต้องเผชิญในการเดินทาง คุณหมอเก่ง เล่าย้อนให้ฟังว่า“สิ่งที่จำได้อย่างแม่นยำตลอดมา คือครั้งหนึ่งที่รถของทีมแพทย์อาสา เกิดอุบัติเหตุตกลงไปในหุบเหวแต่เคราะห์ดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต บางคนได้รับบาดเจ็บก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความทุรกันดารทำให้การเดินทางเข้าไปพื้นที่ทำได้ค่อนข้างลำบาก หากมีถนนหนทาง เราก็เข้าไปหาชาวบ้านได้ง่ายขึ้น สภาพเส้นทางกลางป่าเขา ยิ่งในฤดูฝน ทั้งดินโคลนปลิง แมลงนานาชนิด อุปสรรคที่ตามมา ก็คือความเจ็บป่วยของทีมแพทย์ แต่ด้วยความพร้อม ที่มีโลชั่นกันยุง ถุงเท้ากันทาก หมวก ผ้าคลุมฝน พักบ้างระหว่างทางก็มีเรี่ยวแรงเดินทางกันต่อ
แน่นอนว่าการเข้าไปในป่าเขาลึก รถออฟโรดจะพาเราขนสัมภาระ สิ่งของ เวชภัณฑ์ อาหาร เข้าไปได้แค่บางพื้นที่ เราจึงเลือกการเดินเท้าเป็นวิธีหลักในการเข้าถึงชาวบ้าน เราต้องเดินเท้าวันละราว 10 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลา 5 วัน รวมๆ แล้ว 40-50 กิโลเมตร ความร่วมมือของทุกฝ่าย แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครสมทบ พร้อมใจกันขนย้ายสัมภาระ เสบียงอาหาร และเมื่อไปถึงพื้นที่แล้ว นอกจากการตรวจรักษา และแจกจ่ายยา เราก็มีการจัดสันทนาการให้กับเด็กๆ เล่านิทาน หรือตัดแต่งทรงผมให้ด้วย แต่ที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพราะการสื่อสารค่อนข้างมีอุปสรรค พวกเขายังไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้ดีนัก การที่จะต้องพึ่งคนในพื้นที่เพื่อเป็นล่ามก็มีความจำเป็น”

คุณหมอเก่ง ทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “หมอเดินดอย” เราเดินทางด้วยความสมบุกสมบัน เป้าประสงค์ก็เพื่อดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของพวกเขา แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้คือความอุ่นใจ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความเป็นมิตรไมตรี
“แม้ความยากลำบากจะเป็นอุปสรรคของทีมแพทย์อาสา แต่สิ่งหนึ่งที่เรายึดมั่นในอาชีพแพทย์มาตลอดนั่นคือ “หน้าที่และความเสียสละ” ครับ”




