ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/288277

สุนัขกับแมวก็เป็นโรคหัวใจ (ตอนจบ)
สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงโรคหัวใจในสุนัขและแมวกันต่อนะครับ
ในการวินิจฉัยโรคหัวใจนั้น เราจะอาศัย “การตรวจร่างกาย” โดยสัตวแพทย์ เพื่อดูอาการแสดงภายนอกดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ร่วมกับ “การฟังเสียงหัวใจ” เพื่อประเมินจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติหรือไม่
หากสัตวแพทย์สงสัยว่าสุนัขหรือแมวเป็นโรคหัวใจ จะทำการตรวจวินิจฉัยต่อ โดย “การถ่ายภาพรังสีช่องอก” เพื่อดูลักษณะหัวใจโตหรือภาวะน้ำท่วมปอด หรือการสะสมของเหลวภายในช่องอก
หากพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากการฟัง จะทำการวินิจฉัยต่อโดย “การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ” ในโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์การวินิจฉัยขั้นสูง เช่นเครื่องอัลตร้าซาวนด์ สัตวแพทย์จะทำ “การตรวจด้วยวิธีคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง” หรือ echocardiogram เพื่อทำการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรคหัวใจ
ในกรณีที่เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง เช่น “CT scan” เพื่อทำการวินิจฉัยเพิ่มเติมและวางแผนการรักษาด้วยเทคนิคขั้นสูง เช่น “การผ่าตัด” หรือ “การทำหัตถการสายสวน” (cardiac intervention) ในลำดับถัดไป
ส่วนการวินิจฉัยการติดพยาธิหนอนหัวใจสามารถทำได้โดยการใช้ “ชุดทดสอบ” (test kit) หรือ “การตรวจเลือด” เพื่อตรวจหา
ตัวอ่อนพยาธิในกระแสเลือด

เมื่อตรวจพบว่าสุนัขหรือแมวเป็นโรคหัวใจ สัตวแพทย์จะทำการวางแผนการรักษา โดยโรคหัวใจบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น การเจริญที่ผิดปกติของหลอดเลือดบางชนิด เช่น โรคพีดีเอ(PDA : Patent Ductus Arteriosus) อาจทำการผ่าตัดเพื่อผูกแก้ไขหรือใช้อุปกรณ์เข้าไปอุดหลอดเลือดดังกล่าวให้ปิดสนิท
บางชนิดสามารถบรรเทาความรุนแรงของโรค เช่น โรคลิ้นหัวใจพัลโมนิกตีบ สามารถทำการแก้ไขและลดความรุนแรงของการตีบได้ โดยการใช้บอลลูนเข้าไปขยายส่วนของลิ้นหัวใจที่ตีบได้
ส่วนโรคหัวใจที่เป็นภายหลังกำเนิด ส่วนใหญ่เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ โดยมากจึงเน้นการรักษาทางยา เพื่อควบคุมภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อสุนัขหรือแมวจำเป็นต้องได้รับยา แต่โดยมากจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต
ชนิดและขนาดของยาที่ให้นั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอาการหรือความรุนแรงของโรค โดยมากสัตว์ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจำเป็นต้องได้รับ “ยาขับน้ำ” เพื่อควบคุมภาวะปริมาตรของเหลวเกินในร่างกาย สัตว์จึงควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ รวมทั้งควรได้รับการ “ตรวจการทำงานของไต” อย่างต่อเนื่อง การจำกัดเกลือในสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะในสัตว์เลี้ยงที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว จะเป็นการช่วยลดปริมาณยาที่สัตว์เลี้ยงต้องได้รับให้ลดน้อยลง
สัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคหัวใจที่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง (ทั้งจากสัตวแพทย์และเจ้าของ) จะยังสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและยาวนาน ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรคครับ
โรคหัวใจที่เป็นแต่กำเนิดสามารถป้องกันการเกิดได้โดยการหยุดผสมพันธุ์พ่อแม่สุนัขหรือแมวที่มีประวัติการให้ลูกที่มีความผิดปกติของโรคหัวใจ
ส่วนโรคหัวใจที่เป็นภายหลังกำเนิดส่วนมากจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม ซึ่งป้องกันการเกิดได้ยาก อย่างไรก็ตามหากได้รับการวินิจฉัยโรคโดยสัตวแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค จะทำให้สัตว์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานขึ้น รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีเนื่องจากไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อาการป่วยจากภาวะหัวใจล้มเหลว
ส่วนโรคพยาธิหนอนหัวใจสามารถป้องกันได้ โดยการใช้ยาป้องกันการติดพยาธิอย่างต่อเนื่อง ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์และบริษัทผู้ผลิตยานั้นๆ
เรียนย้ำอีกครั้งว่า โรคหัวใจเป็นโรคที่สามารถพบได้มากในสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตามการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด และการพาสัตว์เลี้ยงมาพบสัตวแพทย์เป็นประจำจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของท่านสามารถอยู่เป็นสมาชิกที่รักในบ้านของท่านได้อีกนานครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย