วัคซีนไข้เลือดออก จุดเปลี่ยนเพื่อการป้องกันแบบองค์รวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288749

วัคซีนไข้เลือดออก จุดเปลี่ยนเพื่อการป้องกันแบบองค์รวม

วัคซีนไข้เลือดออก จุดเปลี่ยนเพื่อการป้องกันแบบองค์รวม

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน จัดงานแถลงข่าว “วัคซีนไข้เลือดออก : จุดเปลี่ยนประเทศไทยเพื่อการป้องกันแบบองค์รวม” โดยมี นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดล่าสุดของไข้เลือดออก รวมถึงแนวนโยบายด้านการป้องกันและการใช้วัคซีนไข้เลือดออกในระดับประเทศ และ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย อธิบายถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนไข้เลือดออกที่ได้รับการอนุมัติใน 18 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเสริมในการป้องกันไข้เลือดออกอย่างครบองค์รวม

เป็นเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว หลังจากที่มีการค้นพบไข้เลือดออกเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2501 ประเทศไทยได้มีแนวทางการป้องกันไข้เลือดออกด้วยวิธีการให้ความรู้แก่ประชาชนและมีมาตรการควบคุมยุงลาย ซึ่งเป็นตัวพาหะนำโรคมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการระบาดของโรคไข้เลือดออก ยังคงเกิดขึ้นทั่วประเทศตลอดเวลา ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกเพศ ทุกวัย ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีการอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการป้องกันโรคได้ จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการป้องกันไข้เลือดออกแบบองค์รวม ความรุนแรงและผลกระทบจากโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันโรคไข้เลือดออก ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งใน 4 สายพันธุ์ โดยมียุงลายเป็นพาหะ ยังคงเป็นโรคที่น่ากลัวและเป็นโรคที่เฉียบพลัน ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกอาจมีอาการรุนแรง นำไปสู่ภาวะเลือดออกและภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะต่างๆ เช่น อาการทางสมอง หรือ ตับ เป็นต้น จนกระทั่งเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

(ซ้าย) รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล และ รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์

รศ.ดร.นพ.ประตาป สิงหศิวานนท์ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ในรอบสิบปีที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกจะลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เรากลับพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ ขณะนี้มีงานวิจัยบ่งชี้ว่ากลุ่มผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการก็มีจำนวนที่สูงมากประมาณ 3 เท่าของผู้ป่วยที่มีอาการ ที่สำคัญและน่าเป็นห่วงคือ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถแพร่เชื้อผ่านยุงลายไปยังผู้อื่นได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับการป้องกันในระดับสาธารณสุขของประเทศ

ทั้งนี้ ในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศในด้านเศรษฐกิจนั้น ประเทศไทยสูญเสียเงินไปกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคไข้เลือดออกสูงมากถึง 290 ล้านบาท ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่สถานการณ์การระบาดล่าสุดของไข้เลือดออกในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทย พบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปีทุกภูมิภาคทั่วประเทศโดยเฉลี่ย 80,000-100,000 ต่อปี และมีผู้เสียชีวิต 70-100 รายต่อปี โดยในรอบสิบปีที่ผ่านมาผู้ป่วยส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีอายุระหว่าง 5-24 ปี นอกจากนี้ยังพบอีกว่าเชื้อไวรัสเดงกี่ทุกสายพันธุ์มีการหมุนเวียนสลับกันไปแล้วแต่ช่วงเวลา ในขณะที่มีการตรวจพบลูกน้ำยุงลายในทุกพื้นที่ของประเทศไทยในระดับที่ค่อนข้างสูงกว่าเกณฑ์

ตั้งแต่ 1 มกราคม-16 สิงหาคม พ.ศ.2560มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกทั่วประเทศรวม 29,844 ราย อัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กอายุ 5-14 ปี รวมทั้งวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 15-24 ปี อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้เสียชีวิตมีสัดส่วนเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น โดยพบผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป 24 ราย ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิต 17 ราย ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ การไปรับการรักษาช้า ซื้อยาแก้ปวดลดไข้ในกลุ่ม NSAID มารับประทานเองมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ เช่น ภาวะอ้วนมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย

นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้คำแนะนำถึงการใข้มาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่รกทึบจนเป็นที่เกาะพักของยุงลาย 2.เก็บขยะ เศษภาชนะที่อาจมีน้ำขังไม่ให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และ 3.เก็บภาชนะใส่น้ำปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่ เพื่อป้องกัน3 โรค ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า และโรค ไข้ปวดข้อยุงลาย รวมถึงคำแนะนำสำหรับประชาชนในการดูแลและป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออกอีก 3 มาตรการ ได้แก่ 1.ป้องกันการถูกยุงกัด พร้อมกำจัดลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในภาชนะน้ำใส นิ่ง 2.เฝ้าระวังอาการของโรคไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร หน้าแดง ผิวหนังเป็นจุดเลือด อาเจียน ปวดท้อง 3.พบแพทย์โดยเร็วเมื่อป่วยและมีไข้สูง เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรค

สำหรับการใช้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการระบาดสำหรับประชาชนนั้น กรมควบคุมโรค ยังต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยใช้ข้อมูลความชุกต่อการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ในประชากรไทยกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว มาประกอบการพิจารณาเพื่อหากลุ่มอายุที่เหมาะสมในการให้บริการวัคซีน รวมถึงยังต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในภาพรวมของประเทศ และผลกระทบเชิงงบประมาณที่จะเกิดขึ้นเมื่อนำวัคซีนมาใช้ด้วย โดยขณะนี้ กรมควบคุมโรคอยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลดังกล่าว

ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ปลอดภัยและป้องกันได้แค่ไหน รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า วัคซีนไข้เลือดออก เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกสูงซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น เพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและเจ็บป่วย ซี่งวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ สามารถช่วยป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ได้มากกว่าครึ่ง คือ 65.6% และป้องกันการเกิดไข้เลือดออกแบบรุนแรงได้ถึง 93.2% และป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 80.8%

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก เป็นวัคซีนเชื้อตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ เกิดจากการผสมกันระหว่างวัคซีนเชื้อไข้เหลือง(ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ ที่ใช้มาหลายสิบปีด้วยความปลอดภัย) แล้วมาพ่วงกับชิ้นส่วนของเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ เมื่อฉีดเข้าร่างกายจะสามารถกระตุ้นและสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้เลือดออกเดงกี่ได้ วัคซีนนี้ประกอบด้วยเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ เมื่อฉีดเชื้อเข้าไปจึงสามารถป้องกันเชื้อนี้ได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ และวัคซีนตัวนี้กำหนดให้มีการฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง เว้นระยะ 6 เดือนและ 12 เดือนตามลำดับ โดยการฉีดแต่ละครั้งจะทำให้ภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเข็มที่ฉีด

ที่น่าสนใจคือ มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว เมื่อได้รับวัคซีนไข้เลือดออก สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้มากถึง 81.9% ต่างจากผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งพบว่าสามารถป้องกันได้ 52.5% เรื่องนี้อธิบายได้ว่า เนื่องจากวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเกิดจากการผสมกันระหว่างวัคซีนเชื้อไข้เหลือง (ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้มาหลายสิบปีด้วยความปลอดภัย) แล้วมาพ่วงกับชิ้นส่วนของเชื้อไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงไม่ใช่วัคซีนที่เป็นเชื้อไข้เลือดออกล้วนๆ และเป็นวัคซีนที่ไม่ก่อโรคแต่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ ต่างจากการติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจากยุงลาย ซึ่งถือเป็นเชื้อที่ก่อโรคได้ และการฉีดวัคซีนนี้เหมือนการกระตุ้นความจำของร่างกาย ดังนั้น คนที่เคยติดเชื้อเดงกี่มาก่อน ไม่ว่าจะกี่สายพันธุ์ก็ตาม วัคซีนที่ฉีดก็จะเรียกความจำคืนมาทำให้ได้ผลดีกว่าคนที่ไม่เคยติดเชื้อเดงกี่มาก่อนซึ่งไม่เคยมีความจำมาก่อน

ผลการศึกษาดังกล่าวจึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนั้นไม่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก และไม่ถือเป็นการติดเชื้อโดยธรรมชาติเหมือนจากยุงกัด จึงมีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลในการป้องกันโรค ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ป้องกันโรคไข้เลือดออกเดงกี่ในประเทศที่มีการระบาดสูง นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนยาอีก 17 ประเทศ ให้การรับรองขึ้นทะเบียนยาได้เพื่อนำวัคซีนไข้เลือดออกนี้มาใช้ป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

Leave a comment