ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/288989

เครือข่ายภาครัฐ-เอกชนสัมมนาคืนคนดีสู่สังคม
วิทยากรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ร่วมเสวนา
โครงการสัมมนาเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันเสวนาเรื่อง “ทิศทางพัฒนาพฤตินิสัยสู่ภาครัฐแนวใหม่” เพื่อคืนคนดีสู่สังคม อีกทั้ง ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนและแผนปฏิบัติราชการของกรมราชทัณฑ์ 20 ปี ด้านการควบคุมและแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อคืนคนดีสู่สังคม สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ จัดโดยกลุ่มงานพัฒนาระบบการพัฒนาพฤตินิสัย สำนักพัฒนาระบบงานราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์
งานสัมมนาจัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น โดยมี นายกิตติพัฒน์ เดชะพหุล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มาเป็นประธานเปิดงานสัมมนา วิทยากรที่เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย พรทิพย์ โชคสมัย ผอ.สำนักพัฒนาพฤตินิสัย กรมราชทัณฑ์,พิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล ผู้แทนภาคธุรกิจ, สุพจน์ ภูมิใจกุลวัฒน์ ผู้แทนภาคประชาชน, แก้วเก้าเผชิญโชค ผู้แทนภาคสังคม(ประธานมูลนิธิคิดดีพูดดี ทำดี), กุสุมาลย์ นาคพรหม ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยา, เพลินใจ แต้เกษม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทัณฑวิทยา และ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิชบ.เอ็มเจโปรดักชั่นส์ และ เสาวคนธ์ เจษฎารักษ์นักทัณฑวิทยาเชี่ยวชาญ ฯลฯ โดยมี นายสมชายพหุลรัตน์ ประธาน TCN เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ร่วมกับ อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร อาจารย์ด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยรังสิต

(ซ้าย) อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร
นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธาน TCN กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้เป้าหมายคือความคาดหวังของภาคสังคมต่อการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยและการมีส่วนร่วมในการรับคนดีกลับสู่สังคม โดยหัวข้อที่เป็นประเด็นของเวทีเสวนา ก็คือทิศทางการพัฒนาพฤตินิสัยสู่ภาครัฐแนวใหม่ ที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อเป้าหมายในการเพิ่มทักษะทางวิชาชีพ ทักษะทางสังคม ที่จะทำให้ผู้ได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานต่างๆ เป็นแรงงานที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดแรงงานและเป็นกำลังสำคัญของชาติในการร่วมกันพัฒนาประเทศ
“การเสวนาในครั้งนี้ ทำให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมือกับภาครัฐมากยิ่งขึ้นในการที่จะร่วมมือกันในการรับคืนคนดีสู่สังคม ทำให้เขามีโอกาส มีพื้นที่เหมือนคนปกติ เพราะคนที่ทำผิดนั้นมีหลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อได้ผ่านขบวนการต่างๆ ของงานพัฒนาพฤตินิสัย ในทัณฑสถานไม่ว่าจะเป็น Prison Academy ที่เป็นศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพทำให้ผู้ต้องขังออกมาแล้วมีอาชีพที่สำคัญฝีมือดีด้วย ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดได้บันทึกเทปรายการที่นี่…สุวรรณภูมิ (ออกอากาศทางสถานีสุวรรณภูมิทีวี) ในวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2560 เวลา 20.00-21.00 น. และถ่ายทอดประเด็นผ่านรายการสนทนาสารพันและรายการยิ้มกับข่าวทาง FM 89.5 อีกด้วย
อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้สรุปประเด็นของการเสวนาครั้งนี้ว่า กรมราชทัณฑ์มีพันธกิจหลักในการควบคุมผู้ต้องขัง แต่อีกพันธกิจหลักสำคัญเช่นเดียวกันคือ การพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังคำว่า “พฤตินิสัย” มาจากคำว่า พฤติกรรมรวมกับคำว่านิสัย “การพัฒนาพฤตินิสัย” หมายความว่า การดำเนินกิจกรรมที่นำมาใช้กับผู้ต้องขัง ที่มุ่งเน้นการทำให้ผู้ต้องขังสามารถปรับปรุงตน และปรับเปลี่ยนทัศนคติให้กลับเข้าสู่สังคม ภายหลังได้รับการปล่อยตัว ไม่หวนกระทำความผิดซ้ำ
ทั้งนี้ วิทยากรจากสำนักพัฒนาฯ กรมราชทัณฑ์ ได้กล่าวถึงทิศทางในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องโทษแนวใหม่ อันได้แก่ การพัฒนาให้ความรู้ และการฝึกอาชีพ ให้กับผู้ต้องขัง ได้แก่ การให้ความรู้ระดับวิชาชีพ และระดับปริญญา ขณะนี้ระดับสูงสุดคือ ปริญญาโทการตั้งศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพ เรียกว่า “PrisonAcademy” ในเรือนจำหลายแห่ง เช่น ศูนย์ฝึกวิชาชีพช่างเชื่อม เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยาศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพเสริมสวย ทัณฑสถานหญิงธนบุรี ฯลฯ โครงการตั้งเรือนจำเฉพาะทาง เช่น เรือนจำเฉพาะทางด้านเกษตรกรรม ทัณฑสถานเกษตรกรรมเขาพริก เรือนจำเฉพาะทางด้านการศึกษา เรือนจำพระนครศรีอยุธยา ฯลฯ เปลี่ยนจากเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่ภาคบริการ ตลอดจนมีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชน ชุมชน องค์กรเครือข่ายภาครัฐ มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขังที่จะได้รับการปล่อยตัวให้สามารถใช้ชีวิตปกตินอกเรือนจำได้ ฯลฯ
ขณะที่วิทยากรจากภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ได้เสนอความเห็นที่น่าสนใจ เช่น วิทยากรจากภาคธุรกิจ เสนอให้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่สร้างโครงการอบรมด้านต่างๆ เพื่อรองรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษ โดยให้ผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรม ได้มีโอกาสเข้าทำงานในองค์กรดังกล่าวภายหลังพ้นโทษ จัดพนักงานของบริษัทที่มีจิตอาสา ช่วยอบรมทักษะในการทำงานให้แก่ผู้ต้องขังในด้านต่างๆ การสนับสนุนทางด้านงบประมาณในการสร้างสถานที่ฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ฯลฯ
วิทยากรภาคสังคม เสนอให้มีการอบรมหลักธรรมเพื่อให้ผู้ต้องขังนำมาใช้ในการพัฒนาพฤตินิสัย เปลี่ยนภาระของสังคมให้เป็นพลังของสังคม อบรมความรู้แก่ผู้ต้องขังเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถสร้างรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรม นำความรู้มาสร้างการค้า เช่นอบรมหลักการตลาดเพื่อให้สามารถหาตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ของตนได้ รวมไปถึงการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้ต้องขัง ฯลฯ

กิตติพัฒน์ เดชะพหุล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ประธานเปิดงานสัมมนา พร้อมด้วยวิทยากร
วิทยากรภาคประชาชน เสนอให้กรมราชทัณฑ์ให้ชุมชนมีส่วนร่วมหรือรับรู้ในการรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับเข้าสู่ชุมชนและครอบครัว เพื่อเตรียมความพร้อมต่างๆ สร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ต้องขังว่า มิใช่คนไม่ดี และได้ผ่านการพัฒนาพฤตินิสัยมาแล้ว รวมถึงเสนอให้กรมราชทัณฑ์ลบประวัติการเคยเป็นคนคุกออกจากระบบ เพราะผู้ต้องขังส่วนใหญ่ในสังคมมิใช่อาชญากร เช่น อาจเป็นเพียงผู้เสพยาเสพติด ผู้กระทำความผิดโดยมิได้มีจิตใจชั่วร้าย หรือเป็นสันดาน หรือเปลี่ยนทัศนคติของผู้ประกอบการที่ปัจจุบันให้การยอมรับแรงงานต่างด้าวมากกว่าผู้พ้นโทษชาวไทย ทั้งๆ ที่มีทักษะแรงงานไม่แตกต่างกัน ทำให้เป็นภาระของรัฐต้องแบ่งสวัสดิการรัฐด้านต่างๆ ไปให้แรงงานต่างด้าว แต่ผู้พ้นโทษตกงาน ฯลฯ
ทั้งนี้ การสัมมนาในภาคบ่าย เป็นการระดมสมองจากผู้เข้าร่วมเสวนาที่มีความหลากหลายจากหลายภาคส่วนหลายอาชีพหลายมุมมองเช่น การสอนวิชาชีพใหม่ๆ เช่น การสอนวิชาการชงกาแฟ (Barista) และให้โอกาสใหม่ๆแก่ผู้พ้นโทษ เพราะหากชุมชนไม่ยอมรับผู้พ้นโทษมีผลทำให้ผู้พ้นโทษไม่สามารถประกอบสัมมาอาชีพ ก็อาจจะกระทำความผิดซ้ำอีก ฯลฯ
“อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรได้รับความชื่นชมอย่างยิ่งจากเวทีสัมมนาแห่งนี้คือ ภาคธุรกิจ ภาคสังคมและภาคประชาชน ไม่นิ่งเฉยให้ภาครัฐรับผิดชอบแต่เพียงลำพังในการคืนคนดีสู่สังคม แต่ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการปรับปรุงพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพราะสุดท้ายแล้วหากได้สร้างคนดีกลับสู่สังคม สังคมจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น และผู้กระทำความผิดไม่กลับมารับผิดซ้ำซาก ได้โอกาสในการทำงาน แก้ปัญหาภาวะผู้ต้องขังล้นคุกไทย อันเป็นปัญหาหนักอย่างยิ่งของกรมราชทัณฑ์ในขณะนี้ การพัฒนาพฤตินิสัยจึงเป็นทั้งคืนคนดีสู่สังคม และคืนความดีให้กับสังคมในยุคประเทศไทย 4.0 ด้วยเช่นเดียวกัน” อ.นิดาวรรณ กล่าวในที่สุด