โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม อาจไม่ถึงตายแต่เสียคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289798

โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม  อาจไม่ถึงตายแต่เสียคุณภาพชีวิต

โรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม อาจไม่ถึงตายแต่เสียคุณภาพชีวิต

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในแต่ละปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ประเทศไทยมักจะประสบกับปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมอยู่เสมอ แทบจะทั่วทุกภาคของประเทศ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาของโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วมและน้ำท่วมขังตามที่ต่างๆ ทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดต่างๆ รวมถึงเรื่องของแมลงและสัตว์มีพิษต่างๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคน้ำกัดเท้า ถือเป็นอันดับ 1 ของโรคที่มากับน้ำท่วม เรียกเดิมๆ ว่า ฮ่องกงฟุต น้ำกัดเท้า คือ การติดเชื้อรา ในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนพื้นที่เปียกชื้น จากการลุยน้ำท่วมขังรองเท้า พื้นห้องอาบน้ำหรือใส่รองเท้าที่มีเชื้อราอยู่ เชื้อราจึงเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดโรคน้ำกัดเท้าได้


ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์

“อาการในระยะแรกๆ เชื้อราจะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อผิวหนังเกิดการระคายเคือง ซึ่งสังเกตง่ายๆ ผิวหนังจะแห้งๆ ย่นๆ เริ่มมีอาการคัน มีสีแดง บางครั้งเริ่มมีตุ่มน้ำบริเวณตรงซอกนิ้วเท้า หรือตรงซอกเท้า เป็นสีขาวๆ และเริ่มเป็นแผล ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ด แตกเป็นร่อง แผลสด บวม เจ็บและคัน บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ อาการที่เพิ่มขึ้นจะอักเสบบวมแดง ร้อน หรือเป็นหนอง ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้นตามลำดับ”

การรักษาโรคน้ำกัดเท้า จะต้องหมั่นทำความสะอาดเท้า ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและใช้แป้งโรยที่เท้าได้ เพื่อไม่ให้อับชื้น หรือถ้าต้องย่ำน้ำควรทาโลชั่น วาสลีน ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคือง และล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งทุกครั้ง แต่เมื่อเป็นโรคน้ำกัดเท้าแล้ว จะต้องรักษาด้วยยารักษาเชื้อราเฉพาะที่ อาจจะเป็นยาทา ประเภทครีม เจล ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ซึ่งโรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคไม่รุนแรง รักษาให้หายขาดหรืออาจจะต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อราร่วมด้วย แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่หากไม่รักษาอาการอาจเกิดอาการเรื้อรังเป็นเดือนหรือหลายเดือนได้ ที่สำคัญอย่าทายาแก้แพ้ ที่มีสเตอรอยด์เพราะ จะทำให้ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ โรคที่มาพร้อมกับน้ำหรือหน้าฝน ยังมีโรคติดเชื้อราที่ขาหนีบ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสังคัง มักเกิดจากการเป็นเชื้อราที่เท้า แล้วเวลาสวมกางเกงในจะนำเชื้อราที่เท้าไปสัมผัสขาหนีบ มักมีอาการคันมาก โรคนี้เป็นได้ทั้งเพศชายและหญิงอากาศร้อนชื้น จึงทำให้บริเวณใต้ร่มผ้าอย่างบริเวณขาหนีบเกิดความอับชื้นได้ง่าย จนกลายเป็นผดผื่นแดง และมีอาการคันตามมา ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา เชื้อราก็อาจจะลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ก็เป็นได้ ซึ่งลักษณะอาการของหลายๆ คนที่เป็นมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา และยิ่งเกามากๆ ผิวหนังก็จะยิ่งถลอก กลายเป็นว่าปวดแสบปวดร้อนไปซะอีก นอกจากจะทรมานแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกอีกด้วย

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) จะมีลักษณะผิวหนังเป็นรูๆ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะพบบ่อยในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนานๆ มีเหงื่อออกมาก มักจะเป็นโรคนี้ บางครั้งมักจะเกิดขึ้นกับคนที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำ เมื่อเท้าเปียกจนชื้นจากเหงื่อหรือน้ำที่เจิ่งนอง จะทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรีย แล้วก็โชยกลิ่นเหม็นออกมา ลักษณะของอาการที่พบบ่อยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก เห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ ที่เท้า บางครั้งเห็นเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ ที่ฝ่าเท้า มีน้ำเหลืองซึม และเท้ามีกลิ่นเหม็นมาก เวลาถอดถุงเท้า นอกจากได้กลิ่นเหม็นแล้ว ยังรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้าแบคทีเรียบางตัว เช่น Aeromonas hydrophila อาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลามทั้งเท้าและขาจนถึงขั้นเสียชีวิต

โรคฉี่หนู ไข้ฉี่หนูหรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นอีกโรคหนึ่งที่น่ากลัว เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต เชื้อชนิดนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และเป็นโรครับจากสัตว์ชนิดหนึ่ง สามารถติดโรคได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น สุนัข หนู โค กระบือ สุกร แพะ แกะ สัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น แต่พบมากในหนู ซึ่งเป็นแหล่งรังโรค ส่วนมากสัตว์ที่ไวต่อการรับเชื้อมักจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุน้อย หรือลูกสัตว์ที่ไม่เคยได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่มาก่อน มักจะพบการระบาดในช่วงฤดูฝนต่อจนถึงในฤดูหนาว และในพื้นที่ที่ มีน้ำท่วมขัง เชื้อแบคทีเรียจะผ่านเข้าไปทางแผลหรือคนที่มีบาดแผล แล้วไปเดินลุยน้ำ อาการจะมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัวค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อเกิดอาการดังกล่าวให้รีบไปหาแพทย์โดยทันที ส่วนวิธีการป้องกันโรคฉี่หนู ง่ายๆ คือการใส่รองเท้าบู๊ต หรือหุ้มเท้าด้วยถุงพลาสติก พบบ่อยในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้พื้นดินแฉะ มีน้ำขัง เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อในธรรมชาติ

บางครั้งการหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมขัง หรือชื้นแฉะอาจทำได้ยาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรักษาความสะอาดร่างกายทันทีที่กลับถึงบ้าน และหากมีอาการที่บ่งชี้ว่าจะเป็นโรคต่างๆ ที่กล่าวมา ควรพบแพทย์ด่วนที่สุด หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dst.or.th

Leave a comment