ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/290720

‘๑๓ กันยายน วันธงช้างอุไทยธานี’ ภูมิแห่งธงแถบสีครั้งแรก
รัชกาลที่ ๖ ทรงเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบก่อนธงไตรรงค์
วันที่ ๑๓ กันยายน ที่จะถึงนี้เป็นวันธงช้างอุไทยธานีครบ ๑๐๑ ปี ก่อนถึง ๑๐๐ ปี ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ วันที่ ๒๘กันยายน ช่วงว่าง ๑ ปีนั้น เป็นธงแถบสีครั้งแรกของประเทศคือ ธงแถบสีขาวแดง ที่ใช้เป็นธงชาติ ๑ ปี เฉพาะราชการธงช้างเดิมนั้นยังใช้กันอยู่ทั่วไป ดังนั้นโอกาสที่ใช้ธงแถบสีขาวแดงนั้น ราษฎร์จึงไม่มีโอกาส เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จแปรพระราชฐานเสด็จประพาสไปตามหัวเมืองชายน้ำต่างๆ นั้น พระองค์ทรงถือโอกาสเสด็จฯตรวจราชการที่เมืองอุไทยธานี ครั้งนั้น จมื่นอมรดรุณารักษ์ได้เล่าไว้ใน วชิราวุธานุสรณ์ พ.ศ.๒๔๙๖ เรื่อง “ธงชาติไทย” ว่า
“พอเวลาบ่ายของวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๙ เรือยนต์พระที่นั่งประจำทวีปนำโดยเรือยนต์ของจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยเรือพระที่นั่งรองและเรือพระประเทียบทั้งหลาย อันแล่นเป็นขบวนลดหลั่น แต่ช้าๆ สง่างามเป็นทิวแถวแล่นเข้าเทียบท่า หน้าเมืองอุทัยธานี ท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายสดุดีต้อนรับอยู่กึกก้องของบรรดาข้าราชการและประชาชนชาวจังหวัดทั้งจังหวัด ที่มาคอยเฝ้าแน่นขนัดสองฝั่งแม่น้ำสะแกกรังอย่างล้นหลาม ณ ริมแม่น้ำศาลากลาง จังหวัด อันเป็นศูนย์กลางของตัวเมือง ที่เรือพระที่นั่งเข้าจอดเทียบท่าเป็นฉนวนใหญ่ยาว หลังคามุงจากสูงรโหฐาน พอเรือยนต์พระที่นั่งและเรืออื่นๆ จอดพักได้สบาย ตัวพลับพลาที่ประทับนั้นสร้างด้วยไม้ไผ่อันเป็นของพื้นเมืองที่หาได้จากภูมิประเทศใกล้เคียง มุงหลังคาจาก รูปลักษณะสี่เหลี่ยมทำนองศาลา แต่กั้นห้องเรียบร้อยและสวยงามด้วยไม้ไผ่เขียวสด ยังเครื่องใช้ต่างๆ ที่จัดไว้ถวาย เช่น โต๊ะ เก้าอี้ที่ประทับอื่นๆ ก็จัดสรรขึ้นด้วยไม้ไผ่ของพื้นเมืองเราทั้งสิ้นนับว่าเป็นศิลปะของไทยแท้ที่ทำด้วยความฉลาดสามารถเป็นที่สะดุดตาอย่างอวดฝีมือกันทีเดียว ทั้งนี้ปรากฏว่าเป็นที่สบพระราชหฤทัยและถึงกับรับสั่งชมเชยเป็นอันมากในวันนั้นหลังจากได้เสด็จขึ้นบนพลับพลาให้บรรดาข้าหลวงและเหล่าข้าราชการประจำท้องที่เฝ้าฯ รับเสด็จกับได้ทรงมีพระราชดำรัสปฏิสันถารโดยควรแก่เวลาแล้วได้ประทับแรมของการประพาสเมืองอุไทยธานี

ครั้งวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันกำหนดเสด็จประพาสวัดเขาสะแกกรัง บรรดาผู้ตามเสด็จเตรียมคอยอยู่พร้อมณ หน้าพลับพลาหลวงที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่พระองค์ด้วย พระภูษาม่วงหางกระรอกสีปีกแมลงทับ ส่วนฉลองพระองค์แพรขาวแบบข้าราชการกระดุมทองลงยาห้าเม็ด ทรงพระมาลาแบบปีกกว้าง หางนกยูงมีทานพระกรอยู่ในพระหัตถ์ และทรงฉลองพระบาทสวมหุ้มส้นอย่างธรรมดา ก็เสด็จขึ้นประทับนั่งพระแคร่หามโดยพระตำรวจหลวงซึ่งแต่งกายแบบไทยเดิมคือ นุ่งม่วงสีน้ำเงินสวมเสื้อนอกกระดุมห้าเม็ดสีขาวคาดรัดประคดแดง ใส่ถุงเท้าขาวและรองเท้าแบบสวม สวมหมวกทรงประพาส มีมหาดเล็กถวายพระกลดเดินเคียงไปใกล้ๆ แวดล้อมด้วยราชองครักษ์ทั้งสี่และข้าราชบริพารใหญ่น้อยตามลำดับชั้น เคลื่อนขบวนเสด็จออกจากพลับพลาหน้าเมืองไปตามถนนเลียบริมน้ำ ท่ามกลางประชาชนที่คอยเฝ้าชมพระบารมีอยู่แออัดตลอดทาง ฯลฯ…บริเวณตลาดอันยาวเหยียดซึ่งมีสภาพเป็นห้องแถวข้างทางที่ขบวนเสด็จผ่านนี้จึงเป็นริ้วติดต่อกันมิขาดด้วยผืน ผ้าสีขาว-แดง ที่ประดับตกแต่งจีน ห้อยในลักษณะต่างๆ จนลานตา รอบบริเวณนั้นแออัดแจจันอยู่ด้วยมวลราษฎร ซึ่งล้นหลามมาคอยเฝ้าฯรับเสด็จจนตำรวจภูธรที่ฝ่ายบ้านเมืองจัดประจำเป็นระยะห่างๆ ไว้สองข้างแทบจะห้ามกันไว้ไม่ไหว เสียงบอกกล่าวเล่าสิบก็เซ็งแซ่อยู่มิขาด บรรดาชาวชนบททั้งใกล้และไกลที่มาชุมชนอยู่ ณ ที่นี้ ล้วนแต่แต่งตัวฉูดฉาดอย่างที่เขาคิดว่างดงามหรูหราเป็นประวัติการณ์ไม่ว่าแก่เฒ่าลูกเด็กเล็กแดงดูเหมือนจะไม่มาไม่ได้เป็นอันขาด ขบวนเสด็จผ่านไปถึงที่ใด ก็พากันหมอบก้มกราบบลงกับพื้นและแซ่ซ้องร้องสาธุการด้วยความชื่นชมพระบารมี”
ในระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นธงชาติรูปช้างผืนหนึ่งในลักษณะช้างนอนหงายเอาสี่เท้าชี้ขึ้นฟ้าอยู่ อันเป็นเหตุให้เห็นใจพสกนิกรอย่างยิ่งควรที่จะได้รับการแก้ไขใหม่คือการใช้ธงชาติไทยโดยเปลี่ยนเป็นแถบสีแทนใช้รูปช้างเสีย เพื่อสะดวกในการใช้ให้เหมือนนานาประเทศ ดังนั้นก่อนจะถึงวัน ๑๐๐ ปีธงชาติไทยที่เป็นธงไตรรงค์นั้น เมืองอุไทยธานีจึงเป็นเมืองเดียวที่ต้องจัดวันที่ระลึก “วันธงช้างอุไทยธานี” ขึ้นซึ่งเป็นการเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบสีขึ้นครั้งแรกของประเทศ คือ ธงแถบสีขาว-แดง ดังนั้้นจึงต้องเน้นความสำคัญเรื่องนี้ชนิดย้อนสมัยกัน ส่วนได้สาระข้อเท็จจริงจนมีความสำคัญของวันนี้นั้้นต้องไปค้นหาเท่ี่ยวกันให้ได้

ธง-แถบขาว-แดง

ธงช้าง

ชาวอุทัยธานีเฝ้าฯรับเสด็จ

ตลาดถนนท่าช้าง


วันธงช้างอุทัยธานี