ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/310258

นักวิชาการชี้ปัญหาสารเคมีเกษตรในไทยเหตุคือใช้ไม่เป็น แนะคุมบางชนิดก่อนซื้อต้องมีใบอนุญาต
21 ธ.ค.60 นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวในเวทีเสวนา “สารเคมีกำจัดศัตรูพืช…อุปสรรคหรือตัวช่วยไทยแลนด์ 4.0?” ณ รร.รามาการ์เดนส์ ถ.วิภาวดีรังสิต ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ ถึงกระแสหวาดกลัวและตื่นตระหนกของสังคมไทยเกี่ยวกับสารเคมีตกค้างในพืชผลทางการเกษตร ว่าความจริงแล้วต้นตอของปัญหาคือความไม่รู้และความไม่ตระหนักอย่างจริงจังในการใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
อาทิ การเข้าไม่ถึงข้อมูล ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐมีงานวิจัยอยู่ไม่น้อย โดยยกตัวอย่างครั้งหนึ่งตนเคยไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการใช้สารเคมีกับนาข้าว ก็ไปพบเกษตรกร 2 รายมานั่งฟังแบบไม่สนใจ คุยกันไปเล่นกันไป เมื่อเข้าไปสอบถามก็ทราบว่าทั้ง 2 ไม่ได้ปลูกข้าวแต่ปลูกต้นชะอม ส่วนที่มางานของชาวนาข้าวเพราะมีผู้อื่นส่งมา โดยทั้ง 2 รายนี้มักจะได้รับมอบหมายให้ไปฟังการอบรมต่างๆ เป็นประจำ

จรรยา มณีโชติ
ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270780
นางจรรยา กล่าวว่า เรื่องนี้แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ตนมองว่าสำคัญ เพราะคนที่ควรจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับอาชีพของเขาจริงๆ กลับไม่ได้มารับรู้ ปัญหาก็จะตกอยู่กับเกษตรกรเอง เช่น เพลี้ยกับไรแดงไม่เหมือนกัน เพลี้ยเป็น “แมลง” มี 6 ขา ส่วนไรแดงนั้นเป็น “แมง” มี 8 ขา พอเกษตรกรแยกแยะไม่ออกก็ไปบอกร้านขายสารเคมีทางการเกษตรขอซื้อยากำจัดเพลี้ยมาใช้ ผลคือไรแดงระบาดหนักกว่าเดิมเพราะยากำจัดเพลี้ยไม่ได้ฆ่าไรแดง แต่ไปฆ่าสัตว์บางชนิดที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติของไรแดงแทน หรือหัวฉีดพ่นสำหรับใช้กับสารเคมีแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกัน เป็นต้น
ขณะที่การอบรมผู้ประกอบการร้านขายสารเคมีทางการเกษตร ด้วยหวังจะให้ไปช่วยแนะนำการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องกับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ก็พบว่าหลายร้านอบรมไปแล้วเจ้าของร้านก็ไม่ได้ขายเอง แต่ไปให้ลูกจ้างที่ไม่ได้รับการอบรมมาขายแทนทั้งที่ไม่มีความรู้ เรื่องนี้ตนเคยเจอมากับตัวตอนที่จะไปขอซื้อสารเคมีเกษตรชนิดหนึ่งเพื่อมาทำการทดลอง ลูกจ้างหน้าร้านนอกจากจะบอกว่าสารชนิดดังกล่าวไม่มีแล้วยังคะยั้นคะยอจะให้ซื้อสารเคมีอีกชนิดที่คิดว่าคล้ายกันแทน ทั้งที่ตนก็ชี้ให้ดูและย้ำว่าสารเคมีชนิดที่ต้องการก็วางอยู่ในตู้หน้าร้านที่ลูกจ้างเฝ้าอยู่นั่นเอง

(ซ้าย) เพลี้ยไฟ (ขวา) ไรแดง
“ลูกจ้างหน้าร้านก็พยายามจะบอกว่าเอาตัวนี้แล้วกัน ราคาถูกกว่า เราบอกว่าไม่เอาเขาก็พยายามจะยัดเยียด นี่นึกถึงว่าเราเป็นนักวิชาการ เรารู้เราก็ยังต้องเถียงอยู่ ก็ถามไปว่าคุณชื่ออะไร พอเขาบอกชื่อเราก็ถามว่าแล้วป้ายชื่อนั่นคืออะไร มันคนละชื่อกัน พอถามว่าเคยอบรมไหมเขาก็บอกว่าไม่เคย ก็เลยถามว่าแล้วกล้าแนะนำได้อย่างไร ก็บอกไปว่าเรานี่แหละเป็นคนเขียนคู่มือแนะนำการใช้ยา คือเขาต้องการขายยาที่ดูแล้วได้กำไร อาจจะดูราคาต่ำลงมาหน่อย ถูกดีก็เอาไปใช้เถอะ” นางจรรยา กล่าว
นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการบางรายนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรแบบเน้นต้นทุนต่ำที่สุดโดยไม่สนใจว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยจะมีคุณภาพได้มาตรฐานหรือไม่ สุดท้ายเมื่อเกษตรกรไม่รู้และไม่ตระหนักก็ใช้กันแบบตามมีตามเกิด เช่น ใช้หมดก็โยนภาชนะบรรจุทิ้งตรงไหนก็ได้ตามสะดวก ไม่สวมชุดป้องกันสารเคมีโดยอ้างว่าร้อนบ้างอึดอัดบ้าง หรือฉลากระบุให้ใช้ 1 ส่วน ก็ขอแถมใส่เพิ่มเป็น 2 ส่วน 3 ส่วน จึงเป็นที่มาของทั้งอันตรายต่อตัวเกษตรกรเองและทั้งกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นางจรรยา เสนอแนะว่า การซื้อสารเคมีทางการเกษตรในกลุ่มที่จัดว่ามีผลข้างเคียงเป็นอันตราย ผู้ซื้อต้องผ่านการอบรมการใช้งานอย่างถูกวิธีและได้รับใบรับรองความรู้เฉกเช่นเดียวกับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เมื่อจะไปซื้อต้องแสดงใบรับรองดังกล่าวทุกครั้งและร้านที่ขายให้ผู้ที่ไม่มีใบรับรองจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้มีบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดว่า พาราควอด (Paraquat) เป็นสารอันตรายต่อมนุษย์ ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการไปซื้อมาใช้ต้องมีใบอนุญาตด้วย

พาราควอด (Paraquat) สารเคมีเกษตรที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก
“เคยเชิญอดีตรัฐมนตรีเกษตรของญี่ปุ่นมาเป็นวิทยากร ก็ถามท่านว่าทำไมญี่ปุ่นใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากกว่าไทย 2-3 เท่า แต่ทำไมคนเชื่อว่าสินค้าเกษตรญี่ปุ่นปลอดภัย ท่านก็บอกคนญี่ปุ่นใช้สารเคมีเยอะจริง แต่เขาใช้อย่างถูกต้อง และเขาเริ่มจากระบบสหกรณ์ชุมชน เช่น สตอเบอรี่จากหมู่บ้านนี้ ลงบาร์โค้ดเรียบร้อยก็ต้องปลอดภัย ถ้าปลายทางไปสุ่มตรวจเจอเกินค่ามาตรฐานก็โดนตีกลับทั้งหมู่บ้าน ทีนี้คนในหมู่บ้านเขาก็ตรวจสอบกันเอง พวกที่จะไปซื้อสารมาพ่นกันมั่วๆ ก็จะไม่เกิด ถามว่ามีพวกนอกคอกไหม มีแต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้” นางจรรยา ระบุ
ด้าน นายเปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร ในฐานะผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้ง GAP และเกษตรอินทรีย์ มาเกือบ 30 ปี กล่าวเสริมว่า ปัญหาภาคเกษตรของไทยประการหนึ่งคือ สังคมของเกษตรกรไทยไม่ใช่สังคมของการคิดค้นหาความรู้ ไม่ใช่สังคมวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสังคมบันเทิง การนำตำรานำสื่อไปแจกจ่าย ที่ผ่านมาเท่าที่เคยไปร่วมประชุมจะพบว่ามีเกษตรกรเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่สนใจศึกษาทำความเข้าใจอย่างจริงจัง แต่ในทางกลับกันเกษตรกรจะเชื่อร้านค้าที่ขายสารเคมีทางการเกษตรมากที่สุด

เปรม ณ สงขลา
นายเปรม ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการยกระดับการผลิตในภาคเกษตรของไทยให้ได้มาตรฐานเกษตรปลอดภัยเป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ GAP (Good Agriculture Practices) ภาครัฐควรนำร่องจากกลุ่มที่มีศักยภาพก่อน นอกจากนี้ควรทำในรูปแบบสหกรณ์ที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่าแต่ได้คนเข้าร่วมมากกว่า และทำในพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยดึงภาครัฐอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาช่วย ต้องทำให้เกิดการมีส่วนร่วม หากทำได้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยจะสะอาดและปลอดภัยอย่างแท้จริง การส่งออกก็จะทำได้มากขึ้น
ส่วนเกษตรกรที่เลือกทำเกษตรแบบอินทรีย์ จากที่ตนได้ศึกษามาทั้งในไต้หวัน ออสเตรเลีย อิสราเอล พบว่าเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความรักความชอบในเกษตรอินทรีย์จริงๆ แต่การสนับสนุนของภาครัฐคือต้องมีตลาดที่ชัดเจนให้เกษตรกรกลุ่มนี้ รวมถึงต้องมีแหล่งวัตถุดิบสนับสนุน เพราะต้นทุนเกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าเกษตรแบบทั่วไปที่ใช้สารเคมีถึง 3 เท่า

8 ปัจจัยที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP
“สินค้าอินทรีย์ที่วางอยู่ในตลาดถูกโจมตีว่าเป็นของปลอม เพราะพอไม่มีของก็ไปเอาของธรรมดามาใส่ ภาครัฐจะต้องอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ควรจะเป็นอย่างไร อย่างกระดูกที่จะนำมาทำปุ๋ยฟอสฟอรัส มันจะต้องมีใบรับรอง และต้องมีแหลงป้อนให้เขา คือใครจะทำเกษตรอินทรีย์ก็จะมีพวกนี้สนับสนุน ไม่ใช่บอกว่าอินทรีย์แต่มันคืออะไร” นายเปรม กล่าว