งานศิลป์จากโลกมืด ยกระดับผู้พิการทางสายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/294720

งานศิลป์จากโลกมืด ยกระดับผู้พิการทางสายตา

งานศิลป์จากโลกมืด ยกระดับผู้พิการทางสายตา

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โลกของผู้พิการทางสายตา ศิลปะจะเข้าไปอยู่ในจิตใจของเขาได้อย่างไร ถือเป็นคำถามที่สังคมต้องพยายามถอดบทเรียนจากความมืด ให้เขาได้สัมผัสศิลปะ ด้วยเหตุนี้ธนาคารยูโอบี (ไทย) จึงได้ร่วมกับ บริษัทกล่องดินสอ จำกัด ผลักดันให้เกิดโครงการUOB Please Touch หรือ “โครงการกรุณาสัมผัส” ขึ้นในปี 2559 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนทำให้ในปี 2560 นี้ได้ยกระดับสู่การจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะให้กับผู้พิการทางสายตาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปที่มีความสนใจด้านศิลปะ เพื่อสร้างโอกาสสู่การเป็นศิลปินอาชีพ ในกิจกรรมเวิร์กช็อป
“ศิลปะสัมผัสได้”

สัญชัย อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่การเงินและสนับสนุนธุรกิจ ธนาคารยูโอบี(ไทย) เผยว่า ทางธนาคารยูโอบีได้มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องของการสนับสนุนโครงการทางด้านศิลปะ การศึกษา และเยาวชน ในทุกประเทศที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งในประเทศไทยได้พาร์ทเนอร์ที่ดีอย่าง กล่องดินสอ ทำให้เกิดโครงการด้านการสอนศิลปะให้แก่น้องๆ ผู้พิการทางสายตาร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2559 ผ่านความร่วมมือของโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ

กิจกรรมเวิร์กช็อป “ศิลปะสัมผัสได้” ถือเป็นการเติมเต็มจินตนาการผ่านงานฝีมือให้กับผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะได้เรียนรู้เทคนิค และวิธีการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนสามารถทำเป็นงานฝีมือได้ โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเพื่อผู้พิการทางสายตา ร่วมด้วยอาสาสมัครพนักงานธนาคารยูโอบีร่วมกิจกรรมในแต่ละครั้ง ซึ่งพนักงานจิตอาสาของธนาคารก็เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องๆ ผู้พิการทางสายตาในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เช่น ช่วยน้องๆ จับกรรไกร ไกด์ให้น้องๆ มัดเชือก มัดเส้นด้าย หรือช่วยจับอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนช่วยสร้าง
ความเชื่อมั่นให้กับผู้พิการทางสายตาในการสร้างงานศิลปะอีกด้วย”

เจิดศิลป์ สุขุมินท หรือ “ครูอาร์ต”ครูสอนศิลปะ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของเด็กๆ ผู้พิการทางสายตา เผยว่า ผู้พิการทุกคนล้วนมีความต้องการที่จะแสดงออกเหมือนกับคนทั่วไป แต่ด้วยวิธีการแสดงออกที่จำกัด มีเพียงทักษะสัมผัส ฟัง และรับรู้เรื่องกลิ่น ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่จะแสดงออกไปทางดนตรี แต่ก็มีเด็กบางคนที่ต้องการจะแสดงออกทางด้านทัศนศิลป์เช่นกัน แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนครูหรือแม้แต่โรงเรียนก็ตาม ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้เด็กบางคนใช้เวลาหลังเลิกเรียนเข้ามาทดลอง เข้ามาปั้น หรือบางคนก็ขอวัสดุต่างๆ ไปทดลองด้วยตัวเอง

“การมี โครงการ “ศิลปะสัมผัสได้”ขึ้นมา ถือเป็นการต่อยอดให้เด็กๆ ได้ฝึกใช้ทักษะที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมนิสัยรักการทดลองของเด็กตาบอดได้ ซึ่งบุคลิกของเด็กที่สอน จะมีอยู่ 2 แบบ คือเด็กที่ละเอียด คือเด็กที่สามารถสอนได้สื่อสารทางศิลปะได้อย่างชัดเจน และแบบที่สองคือเด็กที่ระบายอารมณ์ ซึ่งเราก็ต้องให้ความสำคัญเพราะงานของเขาจะเป็นลักษณะนามธรรมและบริสุทธิ์มากๆ เพราะผ่านออกมาจากความรู้สึกจริงๆ นั่นทำให้เค้ามีความสุข และเมื่อผ่านเข้าสู่ระบบโครงการ สิ่งที่เขาได้รับคือฝึกให้เขานิ่งขึ้นจากผลงานที่เมื่อก่อนจะแปะทุกๆ อย่างเข้าด้วยกันกลับกลายเป็น ว่า ต้องการเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแสดงให้เห็นว่าเค้าวิเคราะห์และเห็นถึงความพอดีได้มากขึ้น”

อีกหนึ่งคุณครูผู้ถ่ายทอดความรู้ศิลปะให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ศิลปะสัมผัสได้” รศ.ทักษิณา พิพิธกุล อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สะท้อนมุมมองว่า ศิลปะคือการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดขอบเขตเฉพาะคนที่มองเห็นเท่านั้น เพราะปัจจุบันทัศนศิลป์มีการขยายขอบเขตที่กว้างมากขึ้น มีการใช้สื่อและวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น งานบางชิ้นสามารถจับต้องได้ สามารถเล่นกับชิ้นงานได้ ถือเป็นการชมศิลปะได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

“น้องๆ ผู้พิการทางสายตาจึงเข้ากันได้ดีกับงานศิลปะ สร้างความภูมิใจกับผลงานศิลปะที่น้องๆ ได้ทำ เพราะเขารู้ว่าสามารถทำอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ ให้เกิดเป็นชิ้นงานขึ้นมาได้ สร้างความภูมิใจ ความสนุก เรียนรู้จากตัวเองว่าเรามีความสามารถอะไร เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองในอนาคต ซึ่งอาจกลายเป็นศิลปินในอนาคตได้ หรือการนำแนวคิดตรงนี้ไปทำเป็นอาชีพก็ได้ ซึ่งในอนาคตพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยเริ่มมีนโยบายในการปรับตัวพิพิธภัณฑ์ที่จะต้อนรับกับคนที่มีความต้องการพิเศษมากยิ่งขึ้น ในอนาคตถ้าน้องๆอยากที่จะทำงานในพิพิธภัณฑ์ก็จะมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้น”

ด้าน ชอน-นิธิวิทย์ ชาติทรัพย์สิน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Cave Workshop Studioคืออีกหนึ่งผู้เข้ามาช่วยสานฝันให้ผู้พิการทางสายตาได้เห็นโลกของศิลปะกว้างเพิ่มมากขึ้น เผยว่า ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับทางธนาคารยูโอบี ในเรื่องของการสอนงานฝีมือซึ่งสอนให้กับผู้ที่มองเห็นปกติทั่วไป เพราะงานฝีมือส่วนใหญ่ต้องใช้ทักษะในการมอง การจำ ซึ่งการได้เข้ามาสอนในโครงการนี้ อยากให้น้องๆ ที่มองไม่เห็น ได้ลองทำงานฝีมือ ซึ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปทุกคอร์สที่สอนก็จะถูกปรับ เพื่อให้น้องๆ ที่มองไม่เห็น เช่นการปักผ้า ที่ต้องใช้ผ้าซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อให้มีรายละเอียดในการจำเพื่อให้ผู้เรียนได้รับรู้ถึงการเดินฝีเข็มผ่านจุดที่ได้วางไว้

“จุดประสงค์ที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่สวยหรือไม่สวย แต่เราอยากให้น้องได้สัมผัสถึงการมีส่วนร่วมในการใช้มือของตัวเองในการสร้างชิ้นงานขึ้นมา เช่น เราสอนให้น้องๆ ได้รู้จักการถักเชือก เมื่อชิ้นงานเสร็จ น้องๆ จะนำเชือกเหล่านั้นไปใช้ผูกกระบอกน้ำและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งสิ่งของที่เค้าทำด้วยการมองไม่เห็น จะทำให้เค้ารักมันและมีคุณค่ามากๆ ที่สำคัญคือสามารถต่อยอดไปสู่อาชีพได้ ทำรายได้เพิ่มมากขึ้นหากทุกคนรวมกลุ่มกันและสร้างผลงานนำไปขายตามงานต่างๆ เพราะผลงานที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการยอมรับเพราะความสงสาร แต่เกิดขึ้นเพราะผลงานคุณเจ๋งและมีคุณภาพ เพราะบางชิ้นงานที่เค้ามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเป็นสีอะไร แต่สร้างคู่สีออกมาได้อย่างมหัศจรรย์”

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล เจ้าของบริษัท กล่องดินสอ จำกัด

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล เจ้าของบริษัท กล่องดินสอ จำกัด
รศ.ทักษิณา พิพิธกุล

รศ.ทักษิณา พิพิธกุล
เจิดศิลป์ สุขุมินท หรือ “ครูอาร์ต”

เจิดศิลป์ สุขุมินท หรือ “ครูอาร์ต”

Leave a comment