ผู้แทนยูนิเซฟชื่นชมไทยให้ความสำคัญสิทธิเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293934

ผู้แทนยูนิเซฟชื่นชมไทยให้ความสำคัญสิทธิเด็ก

ผู้แทนยูนิเซฟชื่นชมไทยให้ความสำคัญสิทธิเด็ก

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การจัดทำแนวทางดำเนินตามพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่อง “กระบวนการติดต่อร้องเรียน” เพื่อร่วมกันสร้างความรับรู้และหาแนวทางการพัฒนาช่องทางการร้องเรียนและการช่วยเหลือเยียวยาเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชน และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา เป็นประธานเปิดงานสัมมนา โดยมี หน่วยงานจากองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์

นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชน และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา กล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 หลังจากนั้นในปี 2549 ได้เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอีก 2 ฉบับ คือ หนึ่ง เรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณี และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก และสอง เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ โดยต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 ได้รับรองพิธีสารเลือกรับฯ เพิ่มเติมอีกหนึ่งฉับ คือ เรื่อง “กระบวนการติดต่อร้องเรียน” และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2557

“โดยสาระสำคัญของ Optional Protocol to the convention to the rights of the child on a communication procedure(OP3-CRC) กำหนดให้เด็กในประเทศไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้โดยตรง หากไม่ได้รับการเยียวยาตามกระบวนการทั้งปวงที่มีอยู่ในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกลไกในการรับเรื่องร้องเรียนภายใต้พิธีสารเลือกรับฯ ฉบับนี้ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ก็เพื่อร่วมกันเสนอแนะแนวทางการดำเนินตามพิธีสารเลือกรับฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการส่งเรื่องร้องเรียนรวมทั้งการประสานให้ความช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพิธีสารฉบับนี้”

ในการสัมมนาครั้งนี้มีหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนเด็กเข้าร่วมสัมมนา พร้อมเสนอแนะแนวทางในหลากหลายแง่มุม อาทิ กระบวนการ ขั้นตอน และแนวทางการพิจารณาคำร้องและการช่วยเหลือเยียวยาเด็กของหน่วยงานรัฐ การอภิปรายระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาช่องทางการร้องเรียนและการช่วยเหลือ เป็นต้น

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจว่า “การเปิดโอกาสให้เด็กสามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการฯ ได้ เป็นเพียงกระบวนการเยียวยาในกรณีที่เด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐภาคี ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานภายในประเทศ แต่เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยหากพิจารณาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 44 จะเห็นว่าจะต้องมีการรายงานข้อมูลต่อคณะกรรมการฯ
ซึ่งเมื่อรัฐภาคีได้ให้สัตยาบันแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม อีกทั้ง คณะกรรมการฯ ไม่ได้พิจารณาถึงขั้นว่ารัฐภาคีกระทำถูกต้องหรือไม่ เป็นเพียงการให้รัฐภาคีดำเนินการและรายงานเมื่อมีการร้องเรียน ส่วนในเรื่องการพิจารณาว่า กระบวนการเยียวยาล่าช้าหรือไม่ ต้องดูตามพฤติการณ์ ไม่อาจพิจารณาหรือกำหนดได้ว่า อย่างไรเป็นการล่าช้า ซึ่งในบางเรื่องหากเป็นกรณีมีผลกระทบและเกิดความเสียหายหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การที่รัฐภาคีไม่ดำเนินการด้วยความรวดเร็วเพื่อบรรเทาความเสียหาย ก็อาจเป็นการล่าช้าได้”

ด้าน Ms. Grace Agcaoili ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก ผู้แทนยูนิเซฟ ประจำเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวชื่นชมการทำงานด้านสิทธิเด็กในประเทศไทยว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแรกที่ลงนามในพิธีสารฯ ฉบับนี้ โดยในปัจจุบันมีเพียงประเทศไทยและประเทศมองโกเลียที่ขับเคลื่อนกลไกและผลักดันการดำเนินการตามพิธีสาร โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในการเป็นองค์กรร่วมจัดและการผลักดันการปฏิบัติตาม
พิธีสารฯ ฉบับนี้ สิ่งสำคัญที่พวกเราต้องร่วมมือกันนั่นคือการสร้างความรู้ความเข้าใจและการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งการสร้างเครื่องมือ และสร้างสิ่งต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อเด็กต่อไป

Leave a comment