ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/293737

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วัดทุ่งหญ้าคมบาง’ ภูมิศิลป์ช่างจีนลุ่มน้ำแม่กลอง
ภาพพุทธประวัติกับลายเพดาน
ด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนา และความนิยมฝีมือช่างพื้นถิ่นของชาวบ้าน จึงทำให้โบสถ์ วิหารและศาลาวัด ในแถบลุ่มน้ำแม่กลองนั้นมีการสร้างศิลปกรรมที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะวัดทุ่งหญ้าคมบางที่ตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรีนั้น แม้จะเป็นวัดขนาดเล็กที่หลงหูหลงตาจนเกือบไม่รู้จัก แต่ด้วยความสำคัญของภาพเขียนที่งดงามแปลกตาบนศาลาการเปรียญอายุ ๑๐๐ ปีนั้น ทำให้ต้องตามไปหาภูมิศิลป์ช่างแถบลุ่มน้ำแม่กลองกันที่นี่
วัดทุ่งหญ้าคมบางแห่งนี้สร้างขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นวัดของชาวไทย-ญวนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในราชบุรีตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ศาลาการเปรียญของวัดนี้เป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่ ที่มีการบูรณะก่อนอิฐถือปูนยกตัวศาลาสูงขึ้นเป็นสองชั้น ภายในศาลาไม้ส่วนบนนั้นมีภาพเขียนพุทธประวัติ บนแผ่นไม้คอสอง คือแผ่นไม้หน้ากว้างยาวตลอดที่ปิดเชื่อมหลังคาลดชั้นข้างใน และบนเพดานมีการเขียนภาพขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ช่างเขียนใช้ภูมิปัญญาผสมผสานกับศิลปะไทย จีน ฝรั่ง โดยฝีมือช่างชื่น ชาวอัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้เขียนภาพบนเพดานและพุทธประวัติตอนต้น

ภาพเพดานฝีมือช่างลุ่มน้ำแม่กลอง
ส่วนภาพพุทธประวัติตอนท้ายนั้นเป็นฝีมือของช่างกลม ชาวบ้านคลองประดู่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรีการชมภาพที่ศาลานี้ทุกภาพต้องนอนหงายหรือแหงนหน้าดู ภาพพุทธประวัตินั้นเขียนเรียงตามลำดับตั้งแต่ประสูติ, สมโภชการตรัสรู้, มารผจญ, เสด็จลงจากดาวดึงส์ ตามลำดับจนถึงปรินิพพาน สำหรับภาพบนเพดานนั้นมีการนำการละเล่นไทย เช่น ว่าว หัวล้านชนกัน โดยนำภาพคนจีน ไทย และฝรั่งมาสร้างความสนุกสนาน มีการเขียนรูปคนที่มีลายสักตั้งแต่ระดับสะดือลงไปถึงหัวเข่า เป็นการสักในกลุ่มลาวพุงดำหรือลาวญวนซึ่งเป็นเชื้อสายเดียวกันกับคนในบริเวณนี้ไว้ด้วยช่างเขียนภาพจนเต็มพื้นเพดานของศาลาเป็นเรื่องราวตามจินตนาการของช่างเขียน ใช้พื้นฐานของเรื่องราวสื่อถึงสิ่งที่เคยปรากฏในชุมชนของตน หากนอนหงายพิจารณาดูรายละเอียดของภาพเขียนแล้ว จะพบว่าเป็นทั้งมีศิลปะไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัว ลายกนกบนศาลาการเปรียญวัดทุ่งหญ้าคมบางนี้ มีลูกไม้ตูมๆ อย่างฝรั่งประดับประกอบขึ้นเป็นลายเครือเถา และยังมี “ลายค้างคาว” ซึ่งช่างจีนนิยมและนำเข้ามาเผยแพร่เดิมนั้นรูปค้างคาวนิยมเขียนอยู่ตรงมุมทั้งสี่ของเพดานต่อมาแม้จะเขียนเป็นลวดลายอื่นแทน แต่ยังจัดวางอยู่ในตำแหน่งมุมทั้งสี่เช่นเดิม และสีที่ใช้ก็เป็นสีเข้มออกโทนดำ น้ำเงิน คราม และมีสีทองผสมด้วยภาพเขียนแห่งนี้มีความชัดเจนทั้งเส้นภาพและสีสัน แม้จะชำรุดจนเห็นร่องรอยคราบน้ำรั่วซึมให้เลือนลางไปก็ยังถือว่างดงามขนาด น. ณ ปากน้ำ ศิลปินแห่งชาติชั้นครูได้พูดถึงภาพเขียนของวัดนี้ไว้ว่า “ภาพเขียนที่พบในราชบุรี เมื่อเทียบกับภาพเขียนระดับฝีมือชาวบ้านในภาคกลาง นับว่าใช้ได้ทีเดียว ใช้สีน้อยสีและไม่ตัดกันฉูดฉาดเกินไป การใช้สีวรรณะเดียวกันเป็นไปอย่างกลมกลืน เส้นสายก็ดูคมประณีต แม้เป็นงานฝีมือชาวบ้านก็ตาม ภาพเขียนบางแห่งช่างพยายามจะเลียนแบบช่างหลวง ทว่ายังไปไม่ถึงขั้น อีกทั้งภาพเขียนที่ปรากฏในราชบุรียังได้บันทึกเรื่องราวของความหลากหลายชีวิตในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การละเล่น วัฒนธรรมประเพณี ซึ่งบางอย่างนั้นได้สูญหายไปจากชุมชน เหลือเพียงภาพเขียนเป็นประจักษ์พยานอยู่”น. ณ ปากน้ำ ยังให้ความเห็นต่ออีกว่า เท่าที่ได้ออกสำรวจวัดทั่วประเทศ พบว่าศาลาการเปรียญบริเวณดังกล่าวมีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น พร้อมทั้งให้ข้อสังเกตว่าอาจนิยมตามกันจนเป็นเอกลักษณ์ก็เป็นได้ ศาลาการเปรียญเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ใกล้ชิดกว่าศาสนอาคารอื่นๆ เป็นที่ชุมนุมในวันพระ วันถือศีล จึงได้ตกแต่งกันอย่างวิจิตร บ่งบอกฐานะและความศรัทธาของชาวบ้านไว้ด้วยในอดีตนั้นช่างไม้ช่างเขียนส่วนใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำกลองนั้นเป็นชาวจีนไหหลำ มาจากปากแม่น้ำแม่กลอง หรือเมืองสมุทรสงคราม ด้วยมีชุมชนชาวจีนตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น นับตั้งแต่ อ.วัดเพลง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรีต่อไปถึง อ.บางคนที และ อ.อัมพวา สมุทรสงคราม ดังนั้นอิทธิพลของช่างจีนจึงนิยมถ่ายทอดฝีมือที่สอดแทรกความสนุกสนานจึงมีอยู่ทั่วไปตามวัดที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำกลอง

ภาพฤาษีกับตัวงิ้ว

รามสูรเมฆขลา-ลิง-ช้าง

ลวดลายที่รวมศิลปะจีน-ฝรั่ง

ป้ายบอกชื่อช่างเขียน

ภาพถูกคราบน้ำทำลาย