ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/295324

การไปกราบถวายบังคมพระบรมศพแบบราษฎรเต็มขั้น
ราตรีนี้มืดมิด เงียบสนิทพิรุณพรม
ร้อนอับและอ้าวลม จนเปียกชื้นชุ่มโทรมกาย
เหล่าปวงประชาราษฎร์ เฝ้าอภิวาทบังคมถวาย
กรานกราบเพียงครู่คลาย โทมนัสไห้ ที่โหยหา
ตะวันรอนลงลับ แสงเลือนดับมืดนภา
หนาวหน่วงเหน็บอุรา ธผ่านฟ้าทิพย์วิมาน
กราบองค์พระภูมินทร์ นฤบดินทร์ผู้อภิบาล
สยามเขตประเทศสถาน สู่นิพพานสถิตย์เทอญ
ผมเคยเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพหลายครั้ง แต่ไปแบบข้าราชการเต็มขั้น คือ ลงจากรถก็เข้าไปนั่งที่เต็นท์ด้านในเลย ไม่ต้องไปเข้าแถวรอ แต่มีคนรู้จักหลายท่านบอกว่า ถ้าไปแบบต่อแถวเข้าคิวตามปกติ จะได้ความรู้สึกอีกแบบ แต่ผมยังไม่ได้ลองแบบหลังสักทีผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อยสามเดือนก่อน คนยังไม่มาก ก็ไม่ได้ไป จนสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง คิดว่าหากไม่ได้ไปกราบอีกสักครั้ง ก็จะพลาดโอกาส และตัวเองจะเสียใจไปตลอดชีวิต จึงกำหนดเอาคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา(๒๙ กันยายน ๒๕๖๐) เป็นวันที่จะไป เนื่องจากทราบว่ามีคนไปกราบถวายบังคมพระบรมศพมากขึ้นเรื่อย จึงคิดว่าน่าจะไปราวๆ ตีสาม
การไปกราบถวายบังคมพระบรมศพแบบราษฎรเต็มขั้นก็ได้ความรู้สึกไปอีกแบบจริงๆ ผมไปถึงเวลา ๐๓.๑๘ นาฬิกา ลงจากแท็กซี่ เข้าต่อท้ายแถวซึ่งได้ลากยาวไปถึงหัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว และเพียงอีก ๑๐ นาทีต่อมา แถวก็ยาวข้ามฝั่งถนนไปต่อทางด้านสะพานผ่านฟ้า
เป็นการรอคอยที่ยาวนาน แบบว่าไม่เคยเข้าแถวรอคอยอะไรนานเท่าแบบนี้มาก่อน ทั้งร้อนทั้งอบอ้าว ทั้งหิวแล้วก็ปวดปัสสาวะ แถวขยับช้ามากและหยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่เป็นชั่วโมงหลายครั้ง อาจเป็นเพราะมีพระราชพิธีที่ข้างใน? ไม่แน่ใจ แถวเคลื่อนมาถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์เวลาเจ็ดโมงเช้าแต่กว่าจะได้เวลาเดินข้ามไปต่อแถวด้านริมสนามหลวง ตรงอนุสาวรีย์แม่พระธรณี เป็นเวลาเกือบแปดโมงเช้า และกว่าจะขยับไปถึงแถวหน้าสุดตรงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง คือเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง ทานขนมที่เตรียมไปเองบ้าง กับของแจกที่ได้รับบ้าง เป็นซาลาเปา ๑ ขนมจีบ ๒ ของผู้มีจิตศรัทธามาบริจาคให้ทางการ มีน้ำดื่มบริการมากมายหลายประเภท แต่ผมไม่กล้าดื่มมาก กลัวไม่มีที่ระบายออก ได้เข้าห้องสุขาเคลื่อนที่ของกทม. สองรอบ ช่วงที่แถวประชาชนขยับไปไกล้สถานที่สร้างพระเมรุมาศ มองเห็นบ้างบางส่วน แต่มีต้นไม้มาบัง หรือไม่ก็มีอาคารอื่นบังแต่ก็ไม่กล้าจ้องดูนาน บอกตรงๆ ว่าดูแล้วใจคอไม่ดี เลยไม่เหลือบไปดูจะดีกว่า
หลังจากลุกๆ นั่งๆ เก้าอี้มานาน ผมได้เดินเข้าเขตวัดพระแก้วประมาณบ่ายสามครึ่ง และไปถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเมื่อเวลา ๑๖.๑๑ นาฬิกา จากนั้นคือเดินตามกันขึ้นไปบนพระที่นั่งฯ ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมโกศมีเจ้าหน้าที่เขาคอยกำกับให้ “กราบสามัคคี” คือ แถวประชาชนที่เดินเข้าไป ชุดหนึ่งมีแถวตอน ๔ แถว ต่อยาวไปแถวละประมาณ๘-๑๐ คน มีเจ้าหน้าที่คอยบอกบทข้างๆ ว่า จัดแถวค่ะ-เชิญนั่งค่ะ-กราบค่ะ ยังไม่ทันจะตั้งท่ากราบให้สวย เสียงก็แว่วตามมาว่า-เงยหน้าค่ะ พอเงยหน้าเสร็จ ยังไม่ทันได้จ้องดูพระบรมโกศให้อิ่มตา เพราะว่าจะได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหนาเรา เสียงเธอเจื้อยแจ้วต่อทันทีว่า-ลุกได้ค่ะ และ-เชิญออกทางด้านขวาได้เลยค่ะ-รวมเวลาตั้งแต่เดินผ่านธรณีประตูพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเข้าไป จนกราบเสร็จ ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออก (เพราะชุดต่อไปเขาก็จะเดินเข้ามา อย่างต่อเนื่อง) รวมเวลาแล้วไม่เกินสองหรือสามนาที น่าจะประมาณนั้น
ถ้าจะถามว่า สองสามนาทีนี้ ผมรู้สึกว่าคุ้มกับเวลาที่ได้ใช้ไป13 ชั่วโมง คือต้องยืน 6 ชั่วโมงติดต่อกัน ตั้งแต่ตีสามกว่าถึงเก้าโมงเช้าไม่ได้นั่งเลยแม้แต่วินาทีเดียว กับต้องนั่งแช่อีกเจ็ดชั่วโมง มันคุ้มไหม?ผมเป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว เวลายืนนานต้องพยายามคอยแขม่วท้องช่วยลดปวด คำตอบก็คือ คุ้มครับ
คุ้มที่หนึ่งคือ ช่วงที่ยืนแถวตรงสี่แยกคอกวัว ก็เริ่มปวดหลังแล้ว เพราะมันเกือบสามชั่วโมงแล้ว ที่ผมคิดในใจตอนนั้น ก็คือคิดว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอด ต้องยืนหรือเดินตลอด หนทางก็ลำบากกว่า ทั้งขึ้นเขาลงห้วยและทรงทำเช่นนี้ปีแล้วปีแล้วเป็นหลายสิบปี ทำไมเราจะยืนหกชั่วโมงไม่ได้ มันจะสักเท่าไหร่กัน? ทำไมจะทำไม่ได้ มันไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่านเลย
คุ้มที่สองคือ ตอนมายืนเต็นท์ นั่งเต็นท์ ที่ข้างสนามหลวงอีกหกชั่วโมงกว่า ได้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นพอดี เก้าโมงเช้ากว่าแล้ว มันก็ร้อน เหงื่อก็ชุ่ม เพราะผมใส่สูท ผูกเนคไทมาเต็มรูปแบบเวลานั้นเสื้อชุ่มเหงื่อไปหมด ผมเลยนึกถึงภาพพระองค์ที่มีเม็ดเหงื่อพระเสโทหยดเป็นเม็ดอยู่ตรงปลายพระนาสิก เป็นภาพที่ประทับใจผมมาก ในเมื่อพระองค์ท่านก็ร้อนเหงื่อชุ่มได้ เราก็ควรร้อนดูมั่งคิดแบบนี้ ผมก็ได้ความรู้สึกนั้น มันรู้สึกได้ว่า เออ…มาเข้าแถวครั้งนี้มันดูดีกว่าทุกครั้งที่เคยมา
คุ้มที่สาม คือ สังเกตว่ามีคนมาช่วยงานมาก มีกลุ่มคน พวกจิตอาสาเยอะมาก ช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก ทั้งน้ำ อาหาร ของขบเคี้ยว ยาดม ถุงขยะ เดินไปมาตลอดเวลา เจ้าหน้าที่คอยดูแลเอาใจใส่ดีมาก ขอยกย่องครับ คอยประกาศเตือนและแนะนำประชาชนตลอดเวลา และมีเด็กนักเรียนชั้นเตรียมอุดมมาช่วยงานด้วย ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบานที่ได้มีส่วนร่วม เห็นแล้วก็น่าชื่นใจ
คุ้มที่สี่คือ ได้สัมผัสกับประชาชนทั่วไปที่มาเข้าแถวรอมันสงบมากครับ ไม่เอะอะ ไม่โวยวาย ไม่เจี๊ยวจ๊าว ไม่มัวแต่ถ่ายรูป รูปหมู่รูปเดี่ยวให้วุ่นวาย (อาจเป็นเพราะมันร้อน เพลีย และเหนื่อยจนหมดอารมณ์) และไม่หงุดหงิด แถวไม่ขยับ ก็ไม่บ่น อากาศร้อนก็ไม่บ่น ง่วงก็นั่งซบหน้าลงนอนไป ไม่มีการคุยเล่น หรือส่งเสียงดังสงบและสำรวมจริงๆ ต่างจากความรู้สึกของผมเวลาแต่งชุดปกติขาวติดแขนทุกข์ เมื่อเข้าไปนั่งเต็นท์ข้างใน บางคนในกลุ่มนั้นบางคนนะครับ ก็ไม่สำรวม บรรยากาศต่างกันมากครับ อาจเป็นเพราะขณะนี้ผมกำลังมานั่งเข้าแถวอยู่กับมวลมหาประชาชน คนที่เขาตั้งใจมั่นว่าเขาจะมา เพราะเขาตั้งใจจะมา ไม่ใช่มาเพราะคำสั่ง คำเชิญ จึงเป็นบรรยากาศของคนตั้งใจไปงานศพจริงๆ
ส่วนความรู้สึกตอนผมขึ้นไปกราบนั้น มันยังไม่ทันได้รู้สึกอะไร เพราะเสียงเธอบอกบทมาเป็นระยะ เลยตั้งตัวไม่ติด ไม่ทันจะรู้สึกอะไร แต่แน่นอนว่าความรู้สึกต่อพระองค์ท่าน ย่อมมีมากล้นซึ่งได้ถ่ายทอดไปเป็นบทกวีแล้ว และเชื่อแน่ว่าทุกคน ท่านผู้อ่านคงมีความรู้สึกโหยหาอาลัยและโหยไห้เช่นเดียวกัน
บทกวีนี้ผมเขียนไปก็น้ำตาคลอไป ท่านอื่นอ่านดู แล้วรู้สึกอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า เมื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ นึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์อันมากมาย ความโหยไห้มันท่วมท้นทวีมาทุกครา แล้วท่านล่ะครับรู้สึกยังไง
อยากให้เราไม่ใช่แค่บอกว่ารักพ่อหลวงๆ แต่อยากขอร้องทุกท่านว่า ให้ทำตามพระองค์ท่านจริง ไม่ต้องจุดเทียนหรือร้องเพลงก็ได้ แต่ลงมือทำจริง ทำตามรอยเท้าพ่อ ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง ที่ดีงาม ตามพระองค์ท่านเป็นปฏิบัติบูชาต่อพระองค์อย่างแท้จริง และยั่งยืน
ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า
เสาร์ ๓๐ กันยายน ๑๙.๐๐ น.
