บีมายเกสท์ : เชฟบีม-ธิติ ศุภเมธีวรกุล เบื้องหลังความอร่อยเมนู 7-11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296162

บีมายเกสท์ : เชฟบีม-ธิติ ศุภเมธีวรกุล  เบื้องหลังความอร่อยเมนู 7-11

บีมายเกสท์ : เชฟบีม-ธิติ ศุภเมธีวรกุล เบื้องหลังความอร่อยเมนู 7-11

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงอาชีพเชฟ (Chef) หลายคนคงนึกถึงพ่อครัวแม่ครัวผู้ทำหน้าที่รังสรรค์เมนูอร่อยๆ ในร้านอาหาร ภัตตาคาร หรือห้องอาหารของโรงแรมเป็นแน่ แต่สำหรับ ธิติ ศุภเมธีวรกุล เชฟหนุ่มหน้าใสวัย 34 ปีคนนี้ เป็นเชฟในแบบที่แตกต่างไปจากที่คุณเคยรู้จัก เพราะเขาคือหนึ่งในเชฟผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของเมนูที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง 7-11 ที่พึ่งยามหิวใกล้บ้านของเรา

ธิติ หรือ เชฟบีม ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านพัฒนาสูตรอาหาร ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เชฟหนุ่มเล่าให้ฟังถึงการทำหน้าที่เชฟของตัวเองว่า เขาเป็นเชฟที่อาจจะไม่ได้จับกระทะ ตะหลิว ทำอาหาร เพื่อเสิร์ฟลูกค้าทุกวัน แต่ต้องคิดสูตรอาหารที่ปรุงออกมาแล้วสามารถนำไปผลิตได้ด้วยระบบเครื่องจักร และเมื่อลูกค้าเปิดทานจะต้องได้รสชาติอร่อยคงที่เหมือนกันทุกครั้ง

“ในทีมงานไม่ได้มีแค่เชฟอย่างผม แต่ยังมีนักวิทยาศาสตร์การอาหาร เหมือนเป็นการเอาคนทำงานศิลปะกับวิทยาศาสตร์มารวมกัน พัฒนาทั้งอาหารหวาน อาหารคาว เบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็นสูตรดั้งเดิม หรือสร้างสรรค์สูตรใหม่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นแบรนด์ที่ผลิตโดย ซีพี ออลล์ เอง และอีกส่วนหนึ่งคือผู้ผลิตที่เป็นพันธมิตรกับเรา โดยส่วนใหญ่จะเป็นระดับ SME ที่เราจะเข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานในการวางจำหน่ายใน 7-11

การทำงานเป็นเชฟที่ซีพี ออลล์ กับเชฟในร้านอาหารของโรงแรมหรือร้านอาหาร ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย เพราะโรงแรมจะมีเมนูกำหนดมาแล้วว่าต้องทำแบบนี้เท่านี้ เราก็ต้องทำตามเชฟใหญ่หรือความต้องการของลูกค้าที่มาทาน แต่การเป็นเชฟที่ ซีพี ออลล์ ทุกอย่างคิดเองทำเอง สร้างขึ้นมาเองหมด ภายใต้โจทย์หลักๆ คือ ผลิตโดยเครื่องจักร มีโภชนาการครบ ที่สำคัญคือต้องอร่อย และได้รสชาติที่แน่นอน ตรงนี้คือความยาก ดังนั้น สูตรเมนูที่เราคิดนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย คิดสูตรได้แล้ว ปรุงแล้วก็ต้องมีการทดลองคือไปให้กลุ่มเป้าหมายชิมว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน จนนำไปผลิตและจำหน่ายจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของตัวผมและทีมงานทุกคน”

ก่อนหน้าจะมาเป็นเชฟ ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของ 7-11 เคยร่วมงานกับห้องอาหารโรงแรมดังมาแล้วหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นครัวจีนที่โรงแรมอโนมา ห้องอาหารเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี และครัวเบเกอรี่ โรงแรมโอเรียนเต็ล ก่อนจะมาร่วมงานกับฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซีพี ออลล์

“ผมเห็นประกาศรับสมัครของเครือซีพี ก็ส่งใบสมัครมาแบบไม่ได้ระบุตำแหน่ง เพราะไม่รู้ว่าด้วยวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ของตัวเองจะเหมาะกับตำแหน่งอะไร ไม่คิดว่าจะได้ จนถูกเรียกสัมภาษณ์ ตอนแรกเขาจะให้ไปเป็นอาจารย์สอนทำอาหาร แต่ผมคิดว่าประสบการณ์ผมยังไม่มากพอที่จะไปทำตรงนั้นได้ ก็เลยได้มาลงที่ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก็ใช้เวลาปรับตัวไม่นาน เพราะมันต่างจากการทำครัวที่เราเคยผ่านมาก่อน แต่การได้มาทำงานที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักกับทีมงานที่มีความสามารถ ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการทำงานที่นี่ โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีม ในบรรยากาศความเป็นพี่เป็นน้อง และองค์กรเองก็พร้อมสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพของเรา ทำให้มีความสุข และสนุกกับการทำงาน”

ล่าสุด เชฟบีม และเชฟอีก 2 ท่าน คือ พรศิริ จงวัฒนธรรม และ อังศุมาลิน พันธ์เรืองวงศ์ เป็นตัวแทนทีมเชฟซีพี ออลล์ เข้าร่วมกันแข่งขัน Thailand’s International Culinary Cup (TICC) 2017 รายการแข่งขันทำอาหารเพื่อค้นหาสุดยอดเชฟไทยในระดับโลกรายการใหญ่ของประเทศไทย โดยผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่คือ เชฟจากห้องอาหารโรงแรม ร้านอาหาร และโรงแรมสอนทำอาหาร ที่ไม่เฉพาะแต่เชฟไทย ยังมีเชฟจากนานาชาติเข้าร่วมแข่งขันอีกด้วย แม้จะเป็นการแข่งขันครั้งแรก แต่เชฟบีมและทีมก็สามารถคว้ารางวัล The Best of Culinary Team ประเภท 3 Course Style Set Menu ด้วยเเมนูเรียกน้ำย่อย แซลมอนเทอร์รีนและกุ้ง เมนูอาหารจานหลัก ข้าวรีซอตโต้และมัสมั่นแกะ และเมนูอาหารหวาน คือแอปเปิ้ล ครัมเบิ้ล ซอสราสเบอร์รี่ และไอศกรีมวนิลลา

“เป็นการแข่งขันที่ท้าทายมาก เพราะคู่แข่งแต่ละทีมแต่ละคนคือ เชฟมืออาชีพที่ทำอาหารเสิร์ฟกันทุกวัน สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราคือเวลา เมื่อเราได้รับโจทย์และรู้ข้อกำหนดต่างๆ ผมกับเพื่อนๆ ก็เข้าคอร์สฝึกกันร่วมเดือนที่จะต้องปรุงทั้ง 3 เมนู ในเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งตัวผมรับผิดชอบเมนูอาหารจานหลัก โดยพวกเราต้องการนำเสนอเมนูที่เป็นฟิวชั่นชูจุดเด่นของอาหารไทยผสมผสานกับความเป็นตะวันตก นี่เป็นการแข่งขันครั้งแรกของบริษัทเรา และสามารถคว้ารางวัลมาได้ ก็รู้สึกดีใจ เหมือนกับเราได้พัฒนาตัวเองไปอีกขั้นหนึ่ง จากที่ทำอาหารเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พวกเราก็สามารถที่จะสู้กับเชฟมืออาชีพได้ และเป็นกำลังใจการทำงานที่จะคิดค้นเมนูใหม่ๆ เพื่อนำเสนอความอร่อยให้กับลูกค้า 7-11 ทั่วประเทศได้ครับ”

นอกเหนือจากงานประจำ เชฟบีม ยังมีธุรกิจเล็กๆ ส่วนตัวอีกหลายอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร ทั้งที่เป็นเจ้าของเองและร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ และเพิ่งแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจเสื้อผ้าขายออนไลน์

“หลายคนชอบถามผมว่า ทำไมทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ส่วนตัวผมมองว่าทุกคนเรามีเวลาเท่ากันแต่ใช้ไม่เท่ากัน ในขณะที่เราหลับ แต่อีกซีกโลกเขาตื่น ในโลกนี้มีคนเก่งกว่าเราเยอะมาก แล้วเราจะอยู่เฉยๆ ทำไม ผมทำธุรกิจของตัวเอง ก็มีแบรนด์ที่ยังอยู่ บางแบรนด์ก็ปิดตัวไปไม่ใช่ว่าขาดทุน ผมเคยทำธุรกิจเงินทุนมีตั้งแต่หลักล้านหลักแสน ต่ำสุดคือหลักหมื่น แต่ผมได้เรียนรู้แล้ว ผมพอใจก็หยุด และมองหาสิ่งที่ดีกว่า การทำธุรกิจผมไม่กลัวที่จะล้ม เพราะมันหมายถึงประสบการณ์ ก็เหมือนกับการทำอาหาร กว่าเราจะเก่งได้ ประสบความสำเร็จได้ มันต้องมีร่องรอยบาดแผลบนมือของเราเช่นกัน”

เชฟบีม ทิ้งท้ายถึงสไตล์การทำงานของตัวว่า “พรสวรรค์ไม่สำคัญเท่าพรแสวงที่นำพาให้ผมมาถึงจุดนี้ การทำงานของเราต้องมีความซื่อสัตย์ซื่อตรง ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เกินร้อย ห้ามต่ำกว่าร้อย ถ้าเรารู้ว่าเรายังอ่อนด้อยตรงไหน เราใฝ่หาความรู้ ต้องพัฒนาตัวเอง ทำแบบคูณสอง คูณสาม เพราะผมเชื่อว่ามันไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราสู้”

Leave a comment