ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/296178

‘พิ้งค์-เปรมิกา สุจริตกุล’ ทุ่มชีวิตแปลบทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาฝรั่งเศส
เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่ความสามารถเกินตัวจริงๆ สำหรับ “พิ้งค์-เปรมิกา สุจริตกุล” ผู้แปลบทเพลงพระราชนิพนธ์ถึง 27 เพลง เป็นภาษาฝรั่งเศส ทางรายการ “แนวหน้าวาไรตี้” ทุกวันอาทิตย์เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2ช่อง 784 โดยพิธีกร “ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย” พาไปพูดคุยถึงแรงบันดาลใจในการแปลบทเพลงพระราชนิพนธ์ครั้งนี้
พิ้งค์-เปรมิกา สุจริตกุล เล่าว่า “แรงบันดาลใจในการแปลบทเพลงพระราชนิพนธ์ครั้งนี้ ก็เพราะเพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ก็อยู่ในดวงใจคนไทยมาโดยตลอดร่วม 60-70 ปีที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นว่ามีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้นก็ 70 กว่าเวอร์ชั่น แต่ก็ยังไม่มีภาษาฝรั่งเศสแต่อย่างใด
ก็คิดว่าถึงแม้ว่าภาษาฝรั่งเศส ไม่ใช่ภาษาต่างชาติภาษาแรกของคนไทย แต่ก็ยังคงเป็นภาษาที่สอง แล้วก็ได้พูดโดยประชากรโลก 200 ล้านกว่าคนอีกอย่างก็ยังเป็นภาษาต่างประเทศภาษาแรกที่พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ เนื่องจากได้ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ร่วม 16 ปี
บทเพลงแรกที่แปล คือเพลง อาทิตย์อับแสง ก็รู้สึกว่าชอบมากๆ เลย แล้วก็ไพเราะมาก การแปลแต่ละบทเพลงถามว่าใช้เวลานานไหม เพราะแน่นอนเป็นเพลงของในหลวง รัชกาลที่ 9 แล้วทุกคนก็จับตามอง ตอนที่ทำงานนี้มีแรงกดดันมากๆ เลย เพราะในเรื่องของภาษา เราก็ต้องใช้ภาษาที่สละสลวย แล้วก็ที่สามารถร้องได้ เป็นอะไรที่ออกมาในรูปแบบร้อยกรองที่ถูกต้อง และใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด
ตอนแรกๆ ก็ใช้เวลานานมาก ตอนที่แปลเพลงยามเย็น เพื่อนก็บอกว่าทำไมไม่ลองแปลเพลงยามเย็นดู จำได้ว่ามันใช้เวลานาน เพราะต้องมานั่งนับนิ้วอันนี้มันมีกี่ตัวอักษร แล้วเราก็ไม่ใช่ว่านักดนตรีใช่ไหมคะ ก็ใช้เวลานาน แต่หลังจากความยาก ทำๆ ไปก็กลายเป็นความลื่นไหล เลยทำให้เราสามารถแปลขึ้นมาได้
ในฐานะที่เป็นน้องสาวคุณสมเถา สุจริตกุลถามว่าในเรื่องดนตรีที่จะแปลลงแล้วให้เล่นกับเนื้อเพลงกับดนตรีได้นี้ คุณสมเถาได้ช่วยอะไรตรงนี้ไหมจริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ช่วยเท่าไหร่นะคะ เพราะว่าอันนี้ที่เราแปล เป็นเรื่องของภาษามากกว่า ความยากของการแปลนี่ก็คือ มันไม่ใช่เป็นเพียงร้อยเรียงถ้อยคำ มันเป็นสื่อของหัวใจที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง ซึ่งถ่ายทอดถึงวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งต่างกันของแต่ละประเทศนั้นๆ
อย่างที่บอก เวลาแปล ถ้าแปลธรรมดาเป็นร้อยกรองก็ยากแล้ว แต่นี่จะต้องแปลให้เป็นเพลงซึ่งจะต้องลงจังหวะให้ได้ด้วย มันเป็นการตีความหมายเพื่อถ่ายทอดให้ต่างชาติได้สัมผัสถึงความไพเราะตรงนี้จะยกตัวอย่างว่าในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่าง อย่างเพลง สายฝน ถ้าเกิดเราอยู่เมืองร้อนใช่ไหมคะ เวลาเราพูดถึงสายฝนมันเป็นอะไรที่นำความชื่นฉ่ำกับชีวิต แต่พอเวลาที่เราอยู่ต่างประเทศ อย่างเมืองปารีส เรานึกถึงสายฝน เราก็จะนึกถึงสายน้ำป่า ซึ่งมันเป็นอะไรที่เศร้า แต่ง่ายๆ คือเราจะต้องหาวิธีการแปลอย่างไรที่สายฝนจะนำความชื่นฉ่ำมาสู่ชีวิตเราได้
เวลาเราพูดถึงสายฝนอย่างบ้านเราคนเอเชีย เวลาเห็นฝนตกรู้สึกชุ่มชื้นชุ่มฉ่ำ แต่สำหรับคนโดยเฉพาะยุโรปเวลาฝนตกเขาจะรู้สึกค่อนข้างเศร้า เหงา เวลาเราจะแปลเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งคนไทยประทับใจมากๆ ให้คนต่างชาติโดยเฉพาะคนยุโรปมีความประทับใจเหมือนคนไทย ถามว่าต้องใช้ความพยายามขนาดไหนที่จะให้เนื้อหามันไม่กลายเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเขา เราก็นึกถึงภาษาฝรั่งเศสนะคะ เขาก็จะมีคำพูดที่ว่า หลังจากที่ฝนตกพระอาทิตย์ก็จะส่องแสงก็คือเหมือนกับฟ้าหลังฝน เราก็มองไปอีกมุมหนึ่งพลิกแพลงเพลงไปอีกมุมหนึ่งโดยที่เราก็ยังคงความหมายเดิม ซึ่งก็ทำให้คนฟังที่เป็นคนละวัฒนธรรมกับเรา สามารถจะชื่นชอบ ซึมซับในสิ่งที่เราอยากจะบอกได้ เพราะเราไม่สามารถจะแปลตรงตัวได้
วันแรกเมื่อรู้ว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลบทเพลงได้ ถามว่าความรู้สึกในวันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ตอนแรกๆ คือก็ไม่นึกไม่ฝันนะคะ ก็ส่งไปก่อนคือ 4 เพลงแรก ก็คิดว่าเราก็ส่งไปตามปกติ ไม่ได้มีอะไร ก็คิดว่าแต่ละท่านที่ได้ถ่ายทอดเพลงพระราชนิพนธ์เป็นอาจารย์ทั้งนั้น เราก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แล้ววันหนึ่งก็ส่งเข้าไป
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีจดหมายมาจากสำนักพระราชวัง เปิดอ่านดูเขาเขียนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรแล้ว ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต มันก็เป็นอะไรที่รู้สึกว่ามันเป็นความฝัน ซึ่งเราไม่เคยคิด ไม่เคยแม้แต่กล้าที่จะฝัน แล้วเป็นอะไรที่นำความภาคภูมิใจที่สูงที่สุดในชีวิตของดิฉันก็ว่าได้
4 บทเพลงแรกที่ส่งเข้าไปตอนนั้นก็ยังไม่มั่นใจเลย จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ลงมาให้แปลต่อได้ อันนั้นก็ถือเป็นยาชูกำลังชิ้นเยี่ยม เพราะเรารู้สึกเราห่างไกลเหลือเกิน แล้วเรารู้สึกเรานึกอะไรขึ้นมาอยู่ๆ ถึงมาทำตรงนี้ จากนั้นมาก็เลยเกิดแรงบันดาลใจและความกล้าหาญอย่างแรงกล้าที่จะแปลต่อไป รวมทั้งสิ้น 27 เพลง
จริงๆ บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีทั้งหมด 48 บทเพลง สาเหตุที่แปลแค่ 27 เพลง จริงๆ แล้วตอนนั้นที่ทำก็ตั้งใจว่าจะทำเพื่อถวายพระองค์ท่าน เมื่อพระชนมพรรษา80 พรรษา ทีนี้มันใช้เวลานานมากในการทำทุกขั้นตอน ในการส่งเข้าไปให้ทางสำนักพระราชวัง เขาจะมีกรรมการตรวจสอบ เพราะว่าไม่ได้เป็นการแปลอย่างเดียว มันจะต้องอัดเสียงไปให้เขาฟังด้วยนะว่ามันสามารถที่จะถ่ายทอดได้ มันร้องได้จริงๆ นะมันไม่ใช่แค่เป็นการเขียน
เขาจะมีกรรมการค่อนข้างจะฟิตมากๆ ว่าคอร์ดดนตรีจะต้องตรง จะต้องอะไรอย่างนี้ ก็เลยใช้เวลานานมากๆ ส่วนคำแปลไม่นาน แต่ว่าโปรเจกท์ของเราในการทำซีดีก็ใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี ก็เลยกลายเป็นมาถวายช่วงพระชนมพรรษา 84 พรรษาแทน
เมื่อแปลบทเพลงออกมาแล้ว ดนตรี โน้ต ทุกอย่างแล้ว คนร้อง ถามว่าเลือกอย่างไร ต้องบอกตามตรงว่าเป็นอะไรที่ยากมากๆ เลย เพราะเนื่องจากมันเป็นครั้งแรก แล้วเราก็ยังไม่มีต้นแบบ อย่างภาษาอังกฤษก็ยังมีคนร้องเยอะแยะ เรายังมาเลียนเสียงอะไรได้ นี่มันไม่มีต้นแบบเลย ก็คือหมายความว่าเราก็ต้องมานั่งร้องเอง ทั้งที่บางทีก็ร้องผิดๆ ถูกๆ แล้วก็ให้เขามาก๊อบปี้เสียง ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างยากว่าฟิลลิ่งมันควรเป็นอย่างไร ออกมาอย่างไรแล้วก็หาคนที่เข้าใจภาษาฝรั่งเศสคนไทยนี่ยากมีไม่เยอะค่ะ
แต่เราก็มีนักร้องอยู่เยอะนะคะ รวมทั้งหมดรู้สึกจะ 28 คน ก็มีที่ร้องภาษาฝรั่งเศสได้อย่าง คริสติน่า อากีล่าร์ เทเรซ่า ก็ร้องได้ แล้วก็มี มิ้นท์-อรรถวดี และ เมย์-ฝนพา แต่ก็ต้องเฟ้นหาสักหน่อย สุดท้ายก็ได้นักร้องที่จะมาถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้ง 27 บทเพลงที่แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ก็ช่วยๆ กันดู ก็จะเน้นเรื่อง เสียงต้องไพเราะด้วย ภาษาต้องได้ เพราะเดี๋ยวออกมาเขาฟังไม่รู้เรื่อง ก็จะอายเขา ก็คือหมายความว่า ทุกเทคก็ต้องอยู่ตรงนั้น แล้วก็ต้องแก้ ก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะ คือก็เทคแล้วเทคอีกๆ เราต้องแก้พวกการออกเสียง ก็พยายามทำให้ดีที่สุด
เมื่องานเสร็จแล้วถามว่ามีความปลื้มใจมีความปีติที่งานชิ้นนี้ออกมาอย่างไรบ้าง ต้องบอกตามตรงว่าระหว่างที่ทำเนื่องจากมันเป็นงานซึ่งใหญ่ อุปสรรคก็ย่อมต้องมี บางทีเราก็รู้สึกท้อซะเหลือเกินว่าทำไมมันเจอแต่อุปสรรค เจอโน่นนี่นั่น ต้องแก้แต่ปัญหา ทำไมเดี๋ยวเรื่องโน้นเรื่องนี้ สุดท้ายแล้วพอเรามานั่งนึกถึงว่าจะมีสักกี่ครั้งที่คนเราจะได้มีโอกาสสร้างความดีและถวายงาน ก็เลยเป็นอะไรซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้พิ้งค์มีความรู้สึกจะต้องสู้ต่อไป จะต้องทำให้ได้ ถามว่าอุปสรรคที่บั่นทอนกำลังใจในการทำงานชิ้นสำคัญนี้คืออะไร มันก็เยอะค่ะ อย่างไม่ผ่าน ก็แก้แล้ว และเราก็ไม่รู้ทำไม ด้วยสาเหตุใดมันก็ยากเหมือนกัน”
เรื่องราวดีๆ ที่ครบครันทั้งสาระและบันเทิงแบบนี้ มีให้ชมในรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN 2 (และช่อง 784 ทางดิจิตัลทีวี) หรือ True Visions 8 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtube ผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน
