ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/296629

ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเอง สืบสานแนวพระราชดำริ
สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จัดกิจกรรมสื่อสารมวลชนสัญจร ศึกษาดูงาน “ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเอง สืบสานแนวพระราชดำริ” เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความเข้าใจในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และเผยแพร่ผลสำเร็จเชิงประจักษ์ระดับชุมชนที่น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ โดยให้ความสำคัญกับการขยายผลการพัฒนาในระดับครัวเรือนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและพัฒนาต่อไปสู่ชุมชนพอเพียง ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี
ฐากร ค้าขายกิจธวัช นักวิชาการประมงชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมง กล่าวว่า “โครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล และจังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึง 36 ปี ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จังหวัดจันทบุรี และทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นว่า “ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล และจังหวัดจันทบุรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงสนองรับพระราชดำริ และก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เมื่อปี 2524 ที่ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนในเรื่องความเป็นอยู่และอาชีพของราษฎรรอบอ้าวคุ้งกระเบน และพื้นที่ใกล้เคียง พัฒนาอาชีพประมงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งทะเล พัฒนาการใช้และการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เกิดความสมดุล ทั้งศึกษา วิจัย ทดลอง และเผยแพร่ความรู้ เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาจนได้ผลดี เช่น เพาะพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งทะเล คือ กุ้งกุลาดำ ปลากะพงขาว ปลากะรัง การอนุรักษ์และดูแลหญ้าทะเล เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ อนุรักษ์ป่าชายเลนรอบอ่าว และส่งเสริมใช้ปลูกป่าชายเลน เพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน ให้เจริญเติบโตและออกสู่ทะเล ส่งเสริมให้ราษฎรในพื้นที่รอบนอกมีอาชีพยั่งยืน เช่น การทำสวน ทำไร่นาการแปรรูปอาหาร การเลี้ยงปลากระชัง เป็นต้น”
ด้าน นิวัติ ธัญญะชาติ ประธานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เผยว่า “เดิมที
ชาวบ้านในพื้นที่ประกอบอาชีพประมง ทั้งจับปลากุ้ง และปู ซึ่งจับตามฤดูกาล หลังจากนั้นปูม้าก็ได้หมดไป เพราะไม่รู้ว่าการจับปูม้าที่มีไข่นอกกระดองไปนั้น เป็นการทำลายลูกปู จากนั้นช่วงปี 2549-2550 ปูม้าได้กลับเข้ามา ในพื้นที่ จึงเห็นว่าปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง สามารถเพาะพันธุ์ต่อไปได้ เราจึงริเริ่มในช่วงปี 2550 ในการอนุรักษ์เพาะพันธุ์ปูม้า โดยมีศูนย์โครงการในพระราชดำริ เป็นผู้ที่คอยให้ความรู้ด้านวิชาการ โดยได้เพาะพันธุ์และปล่อยตัวอ่อนของลูกปูสู่ทะเล จากนั้นก็ได้เพาะพันธุ์มาเรื่อยๆ และมีชาวบ้านเริ่มสนใจขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงปี 2554 มีจำนวนชาวบ้านที่เข้าร่วมการอนุรักษ์เพาะพันธุ์ปูม้า ทั้งสิ้น 15 ราย”

ขณะที่ ณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านเกาะจิกหมู่ที่ 1 ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี เผยว่า “เกาะจิกเป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าโครงการลดภาวะโลกร้อน เดิมทีหมู่บ้านเกาะจิกเป็นชุมชนชาวประมง สภาพพื้นที่เป็นเกาะ มีน้ำทะเลล้อมรอบ และอยู่นอกเขตการจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เดิมทีชาวบ้านใช้แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมัน และเครื่องยนต์ดีเซลล์ในการปั่นพลังงานไฟใช้เอง แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้พลังงานไฟฟ้า และมีค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลทั้งยังก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ จึงได้ทำประชาคมหมู่บ้านเสนอสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานขอสนับสนุนการสร้างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน และได้รับอนุมัติงบประมาณในปี 2545 ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เป็นระบบหลักของหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านสามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ตามปกติ และเพียงพอต่อระบบปั๊มน้ำประปาในหมู่บ้านทั้ง 3 จุด เพียงให้ประชากรบนเกาะที่มีจำนวน 149 ครัวเรือน หรือ 389 คน ในปัจจุบัน ให้ได้ใช้ไฟฟ้าเพียงพอ นอกจากนี้ ทางหมู่บ้านเกาะจิกได้รับใบประกาศจากองค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจก ทำให้ชุมชนมีเป้าหมายที่จะทำให้การลดภาวะเรือนกระจกได้มากขึ้น”