สานต่อความดีที่พ่อทำ เด็กไทยจิตอาสาช่วยดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297656

สานต่อความดีที่พ่อทำ เด็กไทยจิตอาสาช่วยดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน

สานต่อความดีที่พ่อทำ เด็กไทยจิตอาสาช่วยดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ย้อนกลับไปในปีพ.ศ.2498 ในสมัยนั้นการแพทย์ไทยยังไม่ก้าวหน้าและประชาชนยังเข้าไม่ถึงระบบการสาธารณสุขได้ดีพอ มีผู้ป่วยโรคเรื้อนมากมายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ดี จนกระทั่งจากเดิมป่วยแค่ระยะแรกๆ กลายเป็นเข้าสู่ระยะท้ายๆ มีผื่นผิวหนังเต็มตัว หูหนาตาเร่อ ปากจมูกแหว่ง นิ้วมือนิ้วเท้ากุด ทุพพลภาพ ซึ่งเป็นที่รังเกียจและโดนกีดกันจากสังคม และยากต่อการควบคุมแยกโรค เพื่อรักษาได้อย่างเป็นระบบ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดชตระหนักถึงปัญหาผู้ป่วยโรคเรื้อนในไทย ทรงรับงานด้านการรักษาป้องกันโรคเรื้อนให้เป็นโครงการในพระราชดำริ ให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดงานปราบโรคเรื้อน ทำให้เกิดโครงการควบคุมโรคเรื้อนแบบใหม่ ที่มุ่งค้นหาและรักษาผู้ป่วยตามบ้านที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และดำเนินการให้การรักษาที่บ้าน เพื่อลดผลกระทบทางครอบครัวของผู้ป่วย นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังทรงพระราชทานพระราชทรัพย์จากทุนอานันทมหิดล ก่อสร้างอาคารวิจัยและฝึกอบรมวิชาการสร้างเป็นสถาบันราชประชาสมาสัย ขึ้นที่โรงพยาบาลพระประแดงเดิม เมื่อปี พ.ศ.2503

น้องพีท-อรณ ยนตรรักษ์ ประธานกลุ่มจิตอาสา The Lionheart Society จากโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กล่าวว่า “จากสิ่งดีๆ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช ที่ได้ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยทั่วประเทศ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เปรียบเสมือนการปิดทองหลังพระโดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่พระองค์ท่านสวรรคต ผมและเพื่อนๆ สมาชิกกลุ่มจิตอาสาได้ร่วมกันทำความดี เพื่อระลึกถึงความสอนของพระองค์ท่าน โดยพวกเราได้ไปช่วยดูแลให้การอนุเคราะห์ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ราชประชาสมาสัย จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องจากผู้ป่วยสูงอายุเหล่านี้แม้จะหายจากโรคเรื้อนแล้ว แต่ผลจากโรคก็ทำให้เกิดความพิการถาวร เช่น นิ้วมือนิ้วเท้า มือ เท้า แขนขากุด ระบบประสาทการรับฟังและการมองเห็นถูกทำลาย ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตัวเองได้ มิหนำซ้ำยังถูกลูกหลานและครอบครัวทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล ไม่มีโอกาสออกไปไหนเลย”

น้องพีท-อรณ เล่าต่อว่า “ผู้ป่วยเหล่านี้จะดีใจอย่างยิ่งเวลามีคนไปเยี่ยมไปพูดคุยด้วย รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของผู้ป่วยเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกคิดถึงพระองค์ท่านมาก นอกจากจะไปเยี่ยมพูดคุยกับผู้ป่วยแล้ว เรายังนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นไปมอบให้ และที่สำคัญพวกเราได้หาเงินทุน โดยการนำผักปลอดสารพิษและการทำกิจกรรมต่างๆ มามอบสมทบทุนให้แก่โรงพยาบาล เพื่อให้โรงพยาบาลนำไปรักษาและพาผู้ป่วยโรคเรื้อนที่สูงอายุไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ปีละ 3-4 ครั้ง ซึ่งเราจะทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกสังคมละเลยและรังเกียจ เพราะความเข้าใจผิดกลัวจะติดโรคเรื้อนจากผู้ป่วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคเรื้อนเป็นโรคที่ติดต่อได้ยากมาก ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันแข็งแรงปกติ แม้กระทั่งบุคคลในครอบครัวที่อาศัยกับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อน โอกาสติดยังยากมาก และปัจจุบันผู้ป่วยโรคเรื้อนที่โรงพยาบาลราชประชาสมาสัยก็เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนเชื้อหมดไปแล้ว เหลือแต่ความพิการถาวรจากโรคเท่านั้น”

สำหรับ โรคเรื้อน  บ้างเรียกว่า ขี้ทูต กุฏฐัง หูหนาตาเล่อ  โรคพยาธิ  โรคผิดเนื้อหรือเนื้อตาย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่ติดต่อกันได้ยากโดยจะก่อให้เกิดอาการของโรคที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลายเป็นหลัก ในระยะแรกผู้ป่วยมักมีผื่นเดียวเป็นวงขาว ตรงกลางของผื่น ไม่มีขน ไม่มีเหงื่อ และชา บางครั้งอาจตรวจพบเส้นประสาทบวมโตในบริเวณที่เป็นโรคเพียงข้างใดข้างหนึ่ง หากได้รับการรักษาจะหายได้เป็นปกติ แต่หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนานเป็นปีๆ โดยไม่รักษา โรคจะลุกลามอย่างช้าๆ มีผื่นจำนวนมากขึ้น ลักษณะเป็นผื่นแดง ขอบเขตไม่ชัดเจน แล้วต่อมาจะหนาเป็นเม็ด เป็นตุ่มหรือเป็นแผ่น ผิวมักแดงเป็นมันเลื่อม ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่ชา ผื่นตุ่มเหล่านี้จะขึ้นกระจายทั้งสองข้างของร่างกาย ขนคิ้วร่วง และขาบวม ในระยะท้ายของโรค ผิวหนังจะเห่อหนา และมีเส้นประสาทบวมโตพร้อมกันทั้งสองข้างของร่างกาย ทำให้มีอาการชา นิ้วมือนิ้วเท้างอ เหยียดไม่ออกมือหงิก นิ้วกุด เท้าตก หรือตาบอด และอาจทำให้จมูกแหว่งจากอาการอักเสบของเยื่อบุจมูกตั้งแต่ในระยะแรกๆ ในระยะนี้ แม้จะรักษาให้หายจากโรคได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขความพิการดังกล่าวได้

Leave a comment